ดร.วรวรรณ ชาญด้วยวิทย์ ที่ปรึกษาด้านหลักประกันทางสังคม สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือ ทีดีอาร์ไอ กล่าวถึงการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย ซึ่งแต่ละปีประเทศไทยมีผู้ป่วยระยะสุดท้าย เสียชีวิตประมาณ 4 แสนคน ในจำนวนนี้เป็นผู้สูงอายุราว 3 แสนคน ซึ่งในอนาคตจะมีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ว่าปัจจุบันระบบการรักษาพยาบาลที่มีอยู่ซึ่งตึงตัวมาก จำเป็นต้องหาทางเลือกอื่นๆ ในการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย นอกจากการไปที่โรงพยาบาล ซึ่งงานวิจัยเลือกกรณีศึกษาผู้ป่วยมะเร็ง ซึ่งเป็นสาเหตุหลักการเสียชีวิตของผู้สูงอายุ ประมาณปีละกว่า 4 หมื่นคน และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยปัจจุบันมีผู้ป่วยมะเร็งกว่า 6.6 แสนคน
ตัวอย่างในหลายประเทศการเสียชีวิตที่บ้านมีสัดส่วนที่สูงขึ้น เช่น เยอรมัน ร้อยละ 51 และญี่ปุ่น ร้อยละ 81 เป็นต้น ขณะที่ผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนในหลายประเทศ อาทิ มาเลเซีย ประชาชาชนกว่าร้อยละ 61 ต้องการเสียชีวิตที่บ้าน ขณะที่ในเกาหลีใต้มีความต้องการมากถึงร้อยละ 90 สะท้อนภาวะความต้องการทางจิตใจที่คนจำนวนมาก ต้องการจะใช้ชีวิตช่วงสุดท้ายอย่างอบอุ่นที่บ้านหากมีระบบการดูแลที่ดี ดังนั้น จึงควรมีการสร้างกลไกสนับสนุนทางการเงิน แก่การดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายที่บ้าน
งานวิจัยได้ทำการสำรวจค่าใช้จ่าย 2 กรณี คือ กรณีผู้ป่วยมะเร็งภายใต้โครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า มีค่ารักษาพยาบาลเดือนสุดท้ายก่อนเสียชีวิตเฉลี่ยราว 45,000 บาท โดยมีค่าใช้จ่ายสูงสุดกว่า 3.4 แสนบาท ในเดือนสุดท้ายของชีวิต แต่หากเป็นการดูแลในเดือนสุดท้ายที่บ้านอย่างมีมาตรฐานที่ผู้ป่วยมั่นใจ จะมีค่าใช้จ่ายประมาณ 27,000 บาท งานวิจัยเสนอจึงเสนอว่าควรส่งเสริมให้เกิดระบบการดูแลระยะท้ายที่บ้าน โดยให้เป็นทางเลือกของผู้ป่วยแบบไม่บังคับ หากผู้ป่วยต้องการกลับไปอยู่กับครอบครัวในระยะสุดท้ายของชีวิตที่บ้าน ก็ควรมีทางเลือกการดูแลแบบประคับประคองที่บ้านในระบบประกันสุขภาพด้วย
สำหรับความเป็นไปได้ของระบบนั้น ดร.วรวรรณ กล่าวว่า กรณีผู้ป่วยระยะท้ายเราเปรียบเทียบให้เห็นว่า การรักษาพยาบาลในเดือนสุดท้ายที่โรงพยาบาลแพงกว่าการรักษาที่บ้าน โดยมีทีมดูแลแบบประคับประครองคอยช่วยเหลือ มนุษย์ทุกคนต้องการการดูแลที่ดีและอบอุ่นในช่วงวาระสุดท้ายของชีวิต เราจึงพยายามเสนอระบบที่เป็นทางเลือกสำหรับคนที่ต้องการ และค่าใช้จ่ายที่ถูกลงในระบบการรักษา ประเด็นนี้ถือเป็นสิ่งใหม่ที่เมื่อเพิ่มขึ้นมาจะทำให้คุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุดีขึ้น โดยหลายฝ่ายต้องช่วยกันรับภาระทางการเงินการคลังตามสมควร เพราะหากรอให้รัฐบาลเป็นผู้รับภาระทั้งหมดก็อาจใช้ระยะเวลายาวนานหรืออาจเกิดขึ้นไม่ได้เลย ระบบนี้เป็นระบบที่ออกแบบมาสำหรับประชาชนทุกคน รวมทั้งข้าราชการด้วย เพราะสวัสดิการรักษาพยาบาลทั้ง 3 สวัสดิการไม่ครอบคลุมการดูแลที่บ้าน
ด้าน รศ.พญ.ศรีเวียง ไพโรจน์กุล คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น และนายกสมาคมบริบาลผู้ป่วยระยะท้าย อธิบายความแตกต่างว่าการดูแลผู้ป่วยระยะยาว(Long-term care) ประเทศไทยมีการพัฒนามายาวนาน ระบบการดูแลผู้ป่วยระยะยาวจะใช้ระยะยาวนานอาจเป็น 5-10 ปี แต่การดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคอง(Palliative care) เป็นการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายของชีวิตเป็นสิ่งใหม่มากในสังคมไทย การดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายอาจมีเวลาที่ 6 – 12 เดือน และในช่วง 1 เดือนสุดท้ายก่อนตายยิ่งต้องการการดูแลอย่างเข้มข้นมาก ในเรื่องการจัดการอาการป่วยอย่างมีประสิทธิภาพผู้ป่วย จึงจะมีคุณภาพชีวิตที่ดีสามารถอยู่และตายที่บ้านได้ ซึ่งจำเป็นต้องมีทีมแพทย์และบุคลากรที่เชี่ยวชาญ ในการดูแลอาการป่วยรวมถึงการดูแลด้านจิตใจ สามารถเข้าถึงบริการได้ตลอด 24 ชั่วโมง มิเช่นนั้น ก็มักจบที่ญาติพามารับการรักษาที่ห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาล
สำหรับความเป็นไปได้ในการนำระบบการดูแลแบบประคับประคองไปใช้นั้น ในชนบทมีระบบเครือข่ายด้านสุขภาพที่สามารถทำได้ดีในหลายพื้นที่ แต่ควรมีการเติมองค์ความรู้เพิ่มเติมในทุกระดับ ให้มีผู้เชี่ยวชาญในระดับโรงพยาบาลชุมชนคอยให้คำแนะนำปรึกษาได้ ขณะเดียวกันในกลุ่มผู้ป่วยอาการหนักที่ไม่สามารถดูแลที่บ้านได้ ก็ควรจัดให้มีการดูแลแบบประคับประคองที่โรงพยาบาลชุมชนได้ ซึ่งใกล้บ้านและค่าจ่ายถูกกว่า ดังนั้น ในอนาคตโรงพยาบาลชุมชนควรมีทีม ที่ได้รับการอบรมระดับกลางในการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคอง ในส่วนของกรุงเทพขอบเขตเกินกว่าจะไปประสานการดูแลตรงนี้ได้ การดูแลในกรุงเทพที่ดีที่สุดน่าจะทำเป็น Home service จะเหมาะสมกว่า แต่ก็ต้องมีการเชื่อมโยงกับโรงพยาบาลด้วย
ขณะที่ นพ.คณพล ภูมิรัตนประพิณ ศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์กรุงเทพ โรงพยาบาลกรุงเทพ และผู้ก่อตั้ง Health at Home กล่าวถึงการดูแลผู้ป่วยระยะยาวที่บ้าน เป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งบ้านเรามีการเติบโตของกลุ่มผู้สูงอายุเพิ่มมากขึ้น แต่ยังขาดการจัดการโครงสร้างพื้นฐานในการดูแลผู้สูงอายุระยะยาวอย่างเป็นระบบ ขณะที่ในภาคชนบทยังสามารถดูแลได้ดีพอสมควร ทั้งนี้ Home care เป็นคำตอบสำหรับการดูแลผู้ป่วยเรื้อรัง หรือผู้ป่วยระยะยาวในเมือง ปัจจุบันธุรกิจผู้ดูแลเป็นธุรกิจที่ไม่มีมาตรฐานอย่างเป็นทางการ แต่เป็นมาตรฐานในทางปฎิบัติงานได้จริง มีความเชี่ยวชาญใช้ประโยชน์ได้จริง เพราะการดูแลผู้ป่วยนอกจากการได้คนดีแล้ว ควรต้องมีระบบที่ดีด้วย จึงต้องสร้างระบบของเราเองในการคัดกรอง และพัฒนาบุคลากรผู้ดุแลที่มีคุณภาพไปดูแลผู้ป่วยระยะยาว โดยค่าตอบแทนผู้ดูแลอยู่ระหว่าง 1.5 -2.5 หมื่นบาท ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ผู้ดูแลและอาการผู้ป่วย อย่างไรก็ตาม ในบ้านเรายังมองผู้ดูแลผู้ป่วยกับแม่บ้านไม่แตกต่างกัน ในทางปฏิบัติจึงจำเป็นต้องมีมาตรฐานมีกรอบเวลาการทำงานและเวลาพักที่ชัดเจน