เมื่อเร็วๆ นี้มีภาพปรากฏในเว็บไซต์ข่าวต่างประเทศเป็นภาพช้างในประเทศเพื่อนบ้านถูกถลกหนังไปทำยาและเครื่องประดับก่อนส่งขายต่อยังประเทศปลายทางนั้น เกี่ยวกับเรื่องนี้ ว่าที่ร้อยตรีสุรพล ดวงแข รองประธานมูลนิธิเพื่อนช้าง เปิดเผยว่า ปัญหาการล่าช้างเพื่อตัดอวัยวะเกิดขึ้นอยู่เป็นระยะ แต่การถลกหนังช้างยังไม่เคยพบในประเทศไทย
ว่าที่ร้อยตรีสุรพล กล่าวว่า ปัญหาช้างที่เป็นเรื่องใหญ่กว่าการล่าเอาอวัยวะคือขบวนการลักลอบจับลูกช้างป่าเพื่อประโยชน์ทางธุรกิจท่องเที่ยว ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับกรณีพบช้างถูกฆ่าตายหลายตัวในที่เดียวกันโดยไม่ทราบสาเหตุ และที่ผ่านมาจากการสำรวจปางช้างต่างๆ ยังพบว่าหลายแห่ง ลูกช้างมีจำนวนมากผิดปกติ
ในการแก้ปัญหาช้างดังกล่าว ล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. มีคำสั่งที่ 60/2559 สั่งให้เจ้าของช้างนำช้างที่อยู่ในครอบครองทั้งที่ได้จดทะเบียนทำตั๋วรูปพรรณแล้ว และที่ยังไม่จดทะเบียน ไปเก็บตัวอย่างเลือดสำหรับตรวจสอบรหัสพันธุกรรม หรือ ดีเอ็นเอ ให้แล้วเสร็จภายใน 180 วัน หากเจ้าของช้างไม่ปฏิบัติตาม หรือตรวจสอบแล้วพบว่าไม่ได้สืบพันธุ์มาจากช้างตามที่กฎหมายว่าด้วยสัตว์พาหนะระบุไว้ ให้ถือว่าช้างเชือกนั้นตกเป็นของแผ่นดิน พร้อมกับให้กระทรวงที่เกี่ยวข้องร่วมกันพิจารณากฎหมายเพื่อคุ้มครองช้างไทยให้เป็นระบบภายใน 90 วัน
การใช้มาตรา 44 แก้ปัญหาช้างครั้งนี้ รองประธานมูลนิธิเพื่อนช้าง เห็นว่า เป็นเรื่องดีเพราะปัญหานี้เรื้อรังมานานกว่า 20 ปี แต่คงต้องดูรายละเอียดในทางปฏิบัติอีกครั้งเพราะในอดีตเคยมีการแก้ปัญหาแบบนี้มาแล้วแต่ในทางปฏิบัติเจ้าหน้าที่และอุปกรณ์ไม่พร้อม และที่สำคัญต้องระวังการนำลูกช้างมาสวมสิทธิ
จากการสำรวจขององค์กรอนุรักษ์ช้าง เมื่อปี 2557 พบว่า ช้างแอฟริกาเหลืออยู่ประมาณ 400,000 ตัว แต่พวกมันกำลังถูกล่าอย่างหนัก และหากสถานการณ์ยังเป็นเช่นนี้ คาดว่าช้างแอฟริกาจะสูญพันธุ์ในอีก 10 ปีข้างหน้า ขณะที่ช้างเอเชียเหลืออยู่เพียง 40,000 ตัว และได้รับการขึ้นบัญชีเป็นสัตว์ใกล้สูญพันธุ์โดยสหภาพสากลว่าด้วยการอนุรักษ์
ขณะที่ข้อมูลจากสถาบันคชบาลแห่งชาติในพระอุปถัมภ์ พบว่า ปัจจุบันช้างในประเทศมีประมาณ 7,000-8,000 ตัว ในจำนวนนี้เป็นช้างป่าประมาณ 3,000 ตัว ที่เหลือเป็นช้างเลี้ยง