สายตาที่พาดผ่านทุกตัวอักษรในทุกบรรทัดของเรื่องราว ทำให้หัวใจผมพองโต และเกิดคำถามขึ้นในใจว่า “เรื่องราวการใช้ชีวิตในยุคที่ทุกอย่างต้องแข่งขัน แย่งชิง ยังมีวิถีชีวิตที่เรียบง่าย และแสนวิเศษแบบนี้อยู่อีกหรือ?”
ผมเหลือบมองเพื่อนร่วมทางบนท้องถนนท่ามกลางชีวิตในเมืองหลวง ที่ชินตากับภาพการเดินก้มหน้าจดจ่ออยู่กับหน้าจอโทรศัพท์มือถือพลันเสียงเพลงที่เด็กๆ ในคลิปร้องดังก้องอยู่ในหูจนผมเผลอฮัมเพลงตลอดการเดินทางมาทำงาน นั่นคือสิ่งที่ทำให้ผมอยากไปค้นหาความเรียบง่ายที่แสนวิเศษนี้มาเล่าให้คนเมืองหลวงได้รับรู้
รุ่งขึ้นผมและทีมงานจัดกระเป๋าขับรถมุ่งหน้าสู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ปลายทางอยู่ที่ โรงเรียนเล็กในทุ่งกว้าง หมู่ที่ 1 ตำบลถาวร อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดบุรีรัมย์ เวลาล่วงเลยไปกว่า 4 ชั่วโมง รถเริ่มเคลื่อนตัวเข้าสู่ อำเภอเฉลิมพระเกียรติ
ระหว่างเส้นทางเข้าสู่ตำบลถาวร ผมสอดส่องมองดูวิถีชีวิตของชาวบ้าน พบเห็นทุ่งนาหลายร้อยไร่ เต็มไปด้วยต้นข้าวที่โบกสะบัดไปในทิศทางเดียวกันกับกระแสลม ราวกับว่ากำลังแสดงออกถึงความสุขและสนุกสนานจนผมเผลอยิ้มโดยไม่รู้ตัวอีกทั้งยังพบฝูงวัว ฝูงควาย ที่นอนเอกเขนกพักผ่อนในร่มเงาของต้นไม้ใหญ่ก็ดูสบายตา บ้างก็กำลังกินหญ้ากินน้ำอย่างมีความสุข
และแล้วล้อทั้ง 4 ของรถตู้ก็หยุดลง เป็นสัญญาณบ่งบอกว่า ถึงที่หมายแล้วผมยกมือไหว้และกล่าวทักทายครูพิชัย อุ้ยเหง่า อายุ 40 ปี หรือครูลี่ของน้องๆโรงเรียนเล็กในทุ่งกว้าง ก่อนมองไปรอบๆกายที่เต็มไปด้วยท้องทุ่งเขียวขจี และกระท่อมขนาดกลางหนึ่งหลัง ที่ภายในเต็มไปด้วยเครื่องดนตรีหลากหลายชนิดมีหมอนมุ้งวางอย่างเป็นระเบียบ รอบข้างเปิดโล่งรับลมทุกทิศทาง อากาศเย็นสบาย เดินตรงไปอีกหน่อยก็พบแปลงผักที่บางส่วนกำลังเบ่งบานรับแสงแดด และบ่อน้ำขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยฝูงปลา
ครูลี่ เล่าย้อนถึงจุดเริ่มต้นของโรงเรียนหลังนี้ ว่า ได้ก่อตั้งโรงเรียนแห่งนี้เมื่อประมาณ 7 เดือนก่อน เหตุผลเพราะมองว่าสังคมในยุคปัจจุบันกำลังเปลี่ยนไปตามกระแสแห่งความทันสมัย เด็กๆติดอยู่กับหน้าจอคอมพิวเตอร์ และสมาร์ทโฟนมากเกินไป จนทำให้หลงลืมและมองข้ามความงดงามของวิถีชาวบ้าน จึงอยากให้มีคนสืบสาน เพราะเป็นภูมิปัญญาของคนโบราณ โรงเรียนเล็กในทุ่งกว้างจึงถูกก่อตั้งขึ้นเพื่อสืบสานวัฒนธรรมวิถีชีวิตโบราณ โดยใช้ดนตรีเป็นสื่อประกอบ
สำหรับการเรียนการสอนของโรงเรียนแห่งนี้จะมีขึ้นทุกวันตั้งแต่ 17.00 น. เด็กๆ กว่า 20 ชีวิตจะมารดน้ำ พรวนดิน ดูแลแปลงผักและแปลงนา ร่วมกัน จากนั้นจะแยกย้ายกันไปอาบน้ำก่อนจะมารวมตัวกันอีกครั้งในเวลา 19.00 น. เพื่อร่วมเล่นดนตรี ฝึกโยคะ หรือเล่านิทาน ในขณะที่วันเสาร์และวันอาทิตย์ เด็กๆจะอยู่ร่วมทำกิจกรรมต่างๆที่โรงเรียนแห่งนี้กันตลอดทั้งวัน
“สิ่งที่นำมาสอนเด็กๆคือวิธีการใช้ชีวิต เช่นการก่อสร้าง การปลูกผักปลอดสารพิษ การทำนา และการสร้างผลิตภัณฑ์ออกขายสู่ตลาด รวมถึงการเล่นดนตรี เพื่อที่จะให้พวกเขาสามารถพึ่งพาตัวเองได้ในอนาคต” ครูลี่กล่าวถึงวิชาความรู้ที่นำมาถ่ายทอด
นอกจากทักษะการดำเนินชีวิตตามวิถีชาวบ้านที่เด็กๆ ได้รับหลังจากเข้าร่วมกิจกรรมแล้ว ยังช่วยให้เด็กทุกคนมีสมาธิเพิ่มมากขึ้น มีจิตใจจดจ่ออยู่กับสิ่งที่ทำได้นานขึ้น ส่งผลให้มีผลการเรียนและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นตามไปด้วย ส่วนความคาดหวังที่ครูลี่ บอกกับทีมข่าวคือ ต้องการเพียงให้เด็กๆสามารถนำความรู้ที่ได้ไปใช้ดำรงชีวิต และรู้สึกตัวอยู่เสมอว่าเขาเป็นใคร แผ่นดินนี้ให้อะไรสอนอะไร และไม่ลืมบุญคุณแผ่นดิน
“ตอนนี้เด็กทุกคนก็พยายามหาเงินด้วยการเล่นดนตรีเปิดหมวก ขายผัก ขายสบู่ น้ำยาล้างจาน และกำลังจะเริ่มผลิตเสื้อขายเพื่อหาเงินมาหล่อเลี้ยงกัน รวมถึงนำเงินมาขยายอาคารสถานที่เพื่อเก็บเครื่องดนตรีและทำกิจกรรมต่างๆ เนื่องจากมีผู้สนใจใหม่ๆ มาขอสมัครเพิ่มทุกวัน” ครูลี่ทิ้งท้ายด้วยสายตาที่มุ่งมั่น
ในขณะที่ผมกำลังพูดคุยอยู่กับครูลี่ เด็กๆหลายคนต่างทำหน้าที่ของตัวเองอย่างขันแข็ง แต่ภาพที่ทำให้ผมต้องเหลียวหลังมองคือ น้องข้าวฟ่าง ด.ญ.มัลลิกา ศาลางาม เด็กหญิงตัวน้อยที่กำลังดูคลิปวิดีโอในยูทูป น้องข้าวฟ่างเล่าว่า โลกออนไลน์มีหลายอย่างให้ศึกษาและเรียนรู้ แม้ว่าจะชอบแต่ก็ไม่ได้เล่นอยู่ตลอดเวลา คำบอกเล่าของเด็กหญิงสอดคล้องกับ “น้องปลื้ม” ด.ช.ปณิภัทร เถาแตง เถาแตง ที่บอกว่า ก่อนหน้านี้ชอบเล่นเกมในแท็บเล็ต แต่ตอนนี้เล่นน้อยลง โดยหันมาใช้เวลาปลูกผัก และเล่นดนตรี
ทุกเย็นน้องปลื้ม น้องข้าวฟ่าง และเด็กคนอื่นๆ ต่างทยอยเดินทางมารวมตัวกันด้วยเหตุผลที่ว่า มันคือความสุข การที่ทุกคนได้มาอยู่ร่วมกันและทำกิจกรรมร่วมกัน สิ่งเหล่านี้เด็กๆ บอกได้ว่า มีความสุข แม้จะไม่มีห้างสรรพสินค้าหรือสมาร์ทโฟนในมือ
“น้องเก่ง” นริศรา ตระกูลศรี เป็นอีกหนึ่งคนที่ร่วมบอกเล่าเรื่องราวของที่นี่ให้ทีมนิวมีเดีย พีพีทีวี ฟัง เธอบอกว่า มีความสุขทุกครั้งที่มาที่นี่ มาอยู่กับเพื่อนๆน้องๆและครู ร่วมทำกิจกรรมต่างๆเริ่มจากปลูกพืชผัก และพูดคุยแลกเปลี่ยนความรู้ รวมไปถึงการเล่นดนตรี
เสียงสะท้อนจากพี่สุรินทร์นภา เฉลิมศิลป์คุณแม่ของน้องท็อป ด.ช.ธนโชติ เฉลิมศิลป์ยิ่งทำให้ผมมั่นใจมากยิ่งขึ้นว่าทุกสิ่งที่ครูลี่สอนมีประโยชน์ต่อน้องๆทุกคน “ก่อนหน้านี้ลูกชายวัย 7 ขวบเป็นเด็กติดเกม ติดโทรศัพท์มือถือ และสมาธิสั้น แต่หลังจากได้มาร่วมทำกิจกรรมต่างๆกับครูลี่ ลูกชายก็มีสมาธิเพิ่มมากขึ้น มีผลการเรียนดีขึ้น รวมถึงเป็นเด็กดีและรู้จักสัมมาคารวะต่อผู้ใหญ่อีกด้วย”
หลังคลุกคลีกับท้องไร่และเด็กๆในโรงเรียนเล็กในทุ่งกว้างตลอดทั้งช่วงเย็น ทีมนิวมีเดีย พีพีทีวี ได้ร่วมรับประทานอาหารกับครูลี่ จากฝีมือของพ่อแม่ผู้ปกครองที่มารอรับลูกหลานกลับบ้าน หนึ่งสิ่งที่ผมสัมผัสได้จากกระท่อมแห่งนี้ คือความรักความสามัคคีตามวิถีชาวบ้าน และอีกหนึ่งคือความพอเพียง เนื่องจากในแต่ละมื้ออาหาร ที่นี่ใช้เงินเพียงไม่กี่บาทไปกับค่าเครื่องปรุง เพราะสถานที่แห่งนี้มี “ผักสวนครัวรั้วกินได้”
การเดินทางกว่า 400 กิโลเมตร จากกรุงเทพฯ สู่ โรงเรียนเล็กในทุ่งกว้าง ทำให้ผมได้พบกับความสุขและการใช้ชีวิตตามแบบฉบับของชาวบ้าน ที่ถูกถ่ายทอดจากครูคนหนึ่งผ่านเสียงเพลง สู่เด็กๆ เพื่อสืบสานวิถีไทย
หลายคนเดินทางค้นหาความสุข... จนหลงลืมไปว่า ความเรียบง่ายคือสุขที่แท้จริง ...
Content : อวิรุทธ์ อินแสง
Producer/Editing: บุญญานันท์ คำโพธิ์ทอง
Photo : ชาติกล้า สำเนียงแจ่ม
Drone specialist : ธนกร สอนวงษา