โฆษกทำเนียบประธานาธิบดีเมียนมาร์แถลงต่อสื่อมวลชนต่างประเทศที่กรุงเนปิดอว์ ถึงสถานการณ์ความรุนแรงในรัฐยะไข่ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า สื่อต่างประเทศรายงานข่าวคลาดเคลื่อน ขณะเดียวกันก็ปฏิเสธกรณีภาพถ่ายดาวเทียมที่เผยให้เห็นบ้านเรือนของชาวโรฮิงญา 430 หลัง ในหมู่บ้าน 3 แห่ง ถูกเผาทำลาย ซึ่งกลุ่มเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชนของสหรัฐฯ อ้างว่าเป็นฝีมือของของรัฐบาล
โดยทางการเมียนมาร์โต้แย้งว่า เป็นชาวมุสลิมโรฮิงญาที่เผาบ้านของตัวเองเพื่อให้ได้รับความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม
สถานการณ์ในรัฐยะไข่ตึงเครียดมานับตั้งแต่เหตุปะทะกันระหว่างชาวพุทธและชาวมุสลิมโรฮิงญาในปี 2012 โดยปัจจุบัน ชาวโรฮิงญากว่า 1 แสนคน ยังคงอาศัยอยู่ในค่ายผู้อพยพภายใต้สภาพความเป็นอยู่ที่แร้นแค้น
แม้ว่าชาวโรฮิงญาจำนวนมากจะอาศัยอยู่ในเมียนมาร์มาหลายชั่วอายุคน แต่พวกเขาก็ยังถูกมองว่าเป็นผู้ลักลอบเข้าประเทศอย่างผิดกฎหมายมาจากบังกลาเทศ ซึ่งส่วนใหญ่รัฐบาลเมียนมาร์ปฏิเสธที่จะมอบสัญชาติให้
ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา มีชาวมุสลิมโรฮิงญาถูกทหารจากกองทัพเมียนมาร์สังหารแล้วมากกว่า 150 คน ทำให้ชาวโรฮิงญาหลายร้อยคน ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ พากันหลบหนีเหตุรุนแรงเข้าไปในบังกลาเทศ บางส่วนถูกยิงระหว่างพยายามข้ามพรมแดน ขณะที่บางส่วนถูกทหารบังกลาเทศผลักดันกลับเข้าไปยังฝั่งเมียนมาร์
ด้านนายโคฟี อันนัน อดีตเลขาธิการสหประชาชาติ ประธานคณะกรรมการแก้ปัญหารัฐยะไข่ของยูเอ็น แสดงความกังวลต่อเหตุรุนแรงระลอกล่าสุดนี้ พร้อมเรียกร้องกองทัพเมียนมาร์ยุติเหตุนองเลือด และขอให้กองกำลังความมั่นคงปฏิบัติตามกฎหมาย