ถนนทางหลวงหมายเลข 35 หรือ ถนนพระราม 2 ช่วง กม.ที่ 54 – 81 เป็นจุดเสี่ยงอันตรายจุดหนึ่งในประเทศไทย อุบัติเหตุที่เกิดในเส้นทางนี้ปัจจัยสำคัญ เกิดจากการใช้ความเร็วเกินกว่ากฎหมายกำหนด ประกอบกับเป็นเส้นทางที่มีรถจากชาวบ้าน 2 ฝั่งถนน ตัดผ่านรถที่มากจากเส้นทางหลัก ในบริเวณจุดกลับรถซึ่งมีอยู่มากถึง 8 จุด ส่งผลให้ปีที่ผ่านมาในระยะอันตราย 27 กม. มีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุมากถึง 25 ราย
จากการลงพื้นที่สำรวจการใช้ความเร็วบริเวณ จุดกลับรถตลาดกลางบางแก้วและจุดกลับรถคลองลำพา ทีมนิวมีเดีย PPTV พบผู้ขับขี่ใช้ความเร็วสูงมาก ซึ่งจากการใช้อุปกรณ์ตรวจจับความเร็ว โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจทางหลวง และเจ้าหน้าที่กรมการขนส่งทางบก พบว่าส่วนใหญ่ผู้ขับขี่ใช้ความเร็ว 80-90 กม./ชม. แต่ก็มีผู้ขับขี่จำนวนไม่น้อย ใช้ความเร็วเกินกว่ากฎหมายกำหนด โดยเฉพาะรถเฉพาะรถตู้และรถบัสโดยสารสาธารณะ
ภาพที่พบเห็นจากการสำรวจในครั้งนี้ สอดคล้องกับผลการศึกษาของมูลนิธิไทยโรดส์ โดย ณัฐพงษ์ บุญตอบ นักวิชาการมูลนิธิไทยโรดส์ ระบุว่าจากผลการศึกษาถนนพระราม 2 ช่วง จ.สมุทรสาคร และ จ.สมุทรสงคราม พบว่าส่วนใหญ่กว่า 80% ผู้ขับขี่ใช้ความเร็วเกินกว่ากฎหมายกำหนด ทั้งรถยนต์ส่วนบุคคลและรถโดยสารสาธารณะ ซึ่งถือเป็นสัดส่วนที่ค่อนข้างสูงมาก โดยปัจจัยสำคัญที่เอื่อต่อพฤติกรรมขับเร็ว คือกายภาพของถนนที่เป็นทางตรง มีช่องจราจรหลายช่องทาง ที่สำคัญมีเกาะกลางแบ่งเลนถนน ระหว่างขึ้นและล่องอย่างชัดเจน ซึ่งตามหลักวิศวกรรมถนนประเภทนี้ จะถูกจัดอยู่ในประเภทถนนที่มีมาตรฐานสูง เช่นเดียวทางด่วนและมอเตอร์เวย์ เมื่อเส้นทางแบบนี้ตัดผ่านชุมชน จึงเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญของการเกิดอุบัติเหตุ
“เมื่อทางขนาดใหญ่ตัดผ่านชุมชน พื้นที่จะถูกแบ่งออกเป็น 2 ฝั่ง เมื่อคนจากอีกฝั่งขับรถตัดผ่านถนนหลักข้ามไปอีกฝั่ง ในลักษณะออกจากซอยแล้วตัดเลนเพื่อยูเทิร์น โอกาสการเกิดอุบัติเหตุบนถนนแห่งนี้ จึงค่อนข้างสูงโดยเฉพาะกับผู้ใช้รถมอเตอร์ไซค์ เพราะถนนพระราม 2 มีเลนถนนรวมกันถึง 6 ช่องจราจร ไม่นับรวมไหล่ทาง ทำให้ผู้ขับขี่ต้องใช้เวลาอยู่บนถนนค่อนข้างนาน เมื่อรถที่มาจากทางตรงหรือทางเอก ซึ่งส่วนใหญ่ผู้ขับขี่ใช้ความเร็วสูงมาก จึงเกิดอุบัติเหตุและความสูญเสียขึ้นบ่อยครั้ง เพราะตามพฤติกรรมของคนไทย เป็นเรื่องยากที่รถทางเอกจะยอมชะลอให้รถรอยูเทิร์น”
สำหรับการลดความเสี่ยงการเกิดอุบัติเหตุ และเพิ่มความปลอดภัยให้กับผู้ใช้เส้นทางมากขึ้นนั้น นักวิชาการจากมูลนิธิไทยโรดส์ บอกว่าตามหลักวิศวกรรมสามารถทำได้โดย ทำอย่างไรให้รถจากชุมชนเข้าไปตัดกระแส รถทางตรงที่ใช้ความเร็วสูงให้น้อยที่สุด แนวทางแรกคือการทำจุดกลับรถใต้สะพาน จากเดิมที่ต้องตัดเข้าถนนเพื่อกลับรถในจุดยูเทิร์น เปลี่ยนเป็นการใช้ทางลอดใต้สะพานแทน แนวทางที่สองคือการสร้างทางคู่ขนานซึ่งใช้ความเร็วต่ำกว่า ซึ่งในเบื้องต้นพบว่าทั้งสองแนวทางนั้น ในพื้นที่ได้ดำเนินการแล้วในบางจุด ส่วนแนวทางสุดท้ายซึ่งเป็นการแก้ปัญหาอย่างถาวร คือการสร้างยูเทิร์นเกือกม้าอย่างเป็นกิจลักษณะ แต่เนื่องจากแนวทางนี้ใช้งบประมาณค่อนข้างสูง การดำเนินโครงการจึงต้องศึกษาความคุ้มค่าด้วย
ทั้งนี้ ตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 กำหนดอัตราความเร็วแบ่งตามประเภทรถ ดังนี้ รถยนต์และรถจักรยานยนต์ นอกเขตเทศบาล ไม่เกิน 90 กม./ชม. ในเขตเทศบาล กทม. และเมืองพัทยา ไม่เกิน 80 กม./ชม. รถบรรทุกและรถโดยสาร นอกเขตเทศบาล ไม่เกิน 80 กม./ชม. ในเขตเทศบาล กทม. และเมืองพัทยา ไม่เกิน 60 กม./ชม. รถพ่วงลากจูง นอกเขตเทศบาล ไม่เกิน 60 กม./ชม. ในเขตเทศบาล กทม. และเมืองพัทยา ไม่เกิน 45 กม./ชม.
ด้าน พลเสฏฐ์ เลาหกรรณวนิช เครือข่ายป้องกันอุบัติเหตุจังหวัดสมุทรสงคราม ย้ำภาพรวมจุดเสี่ยงบริเวณจุดกลับรถ บริเวณถนนพระราม 2 ช่วงตั้งแต่ กม.ที่ 54 - 81 ซึ่งมีอยู่ทั้งหมด 8 จุด ว่าจุดกลับรถทุกจุดถือเป็นจุดเสี่ยงเกิดอุบัติเหตุ เฉพาะจุดยูเทิร์นตลาดกลางบางแก้ว ซึ่งตั้งอยู่ช่วง กม.ที่ 57 ปีที่ผ่านมามีผู้เสียชีวิตคาที่ 3 ราย ไม่นับรวมเหตุบาดเจ็บสาหัส และไปเสียชีวิตที่โรงพยาบาลอีกจำนวนหนึ่ง เพื่อแก้ปัญหาจึงได้มีการปิดไปจุดกลับรถ บริเวณ กม.ที่ 72 ซึ่งเป็นจุดที่เกิดอุบัติเหตุทุกเดือนลง หลังดำเนินการพบผ่านมา 3 ปี พบว่าอุบัติเหตุในบริเวณนั้นไม่เกิดขึ้นอีกเลย ส่วนจุดอื่นๆ ขณะนี้ได้มีการจัดเวทีพูดคุยไปบ้างแล้ว ขณะเดียวกันได้ส่งข้อมูลสถิติไปยังแขวงการทาง และกรมขนส่งทางบก เพื่อประกอบการพิจารณาปิดยูเทิร์นและทำเกือกม้าในบางจุด
จากสถิติชี้ชัดว่าอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น 80% ผู้ประสบเหตุจะบาดเจ็บสาหัส อย่างไรก็ตาม ในระยะ 4-5 ปีที่ผ่านมา เครือข่ายได้จัดทำโครงการป้องกันและลดอุบัติเหตุ โดยได้รับการสนับสนุนจากคณะทำงานสนับสนุนการป้องกันอุบัติเหตุจราจรระดับจังหวัด หรือ สอจร. โดยการนำเอาสถิติ 3 ฐาน จากตำรวจ บริษัทกลาง และสาธารณสุข มารวมเป็นข้อมูลชุดเดียว จากนั้นนำไปประชุมพูดคุยและร่วมกันหาทางแก้ไข โดยขณะนี้ได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงานเชิงรุกมากขึ้น เนื่องจากปีที่ผ่านมาในระยะ 27 กม. มีผู้เสียชีวิตมากถึง 25 ราย จากยอดรวมอุบัติเหตุ 36 ครั้ง ซึ่งสูงกว่าปีก่อนหน้ากว่าเท่าตัว
ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่มูลนิธิสว่างเบญจธรรม ฝากไปถึงผู้ใช้รถใช้ถนนว่า ถนนพระราม 2 เป็นเส้นทางสู่ภาคใต้ พื้นที่รอบข้างเป็นเมืองอุตสาหกรรม และเป็นแหล่งท่องเที่ยว แต่ละวันมีรถสัญจรผ่านจำนวนมาก บริเวณนี้จึงมักเกิดอุบัติเหตุขึ้นบ่อยครั้งทั้งกลางวันและกลางคืน มักเกิดเหตุรถจักรยานยนต์ชนกันเอง ชนกับรถกระบะ แต่ที่ร้ายแรงที่สุดคือชนกับรถ 10 ล้อ ส่วนการบาดเจ็บก็มีตั้งแต่สาหัส แขนขาหัก และถึงขั้นเสียชีวิต จึงอยากฝากเตือนผู้ใช้รถใช้ถนน ให้ขับขี่ด้วยความระมัคระวัง เนื่องจากเป็นพื้นถนนและไหล่ทางมีพื้นที่ค่อนข้างกว้าง ประกอบกับมีสิ่งกีดขวางต่างๆ ค่อนข้างมาก ทำให้การกลับรถแต่ละครั้งกินเวลานาน รถที่วิ่งทางตรงมาด้วยความเร็วอาจเบรกไม่ทัน เฉพาะบริเวณยูเทิร์นลำพด ซึ่งเป็นหนึ่งในจุดเสี่ยงที่เกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง เฉลี่ยแต่เดือนเกิดเหตุไม่ต่ำกว่า 3-4 ครั้ง ส่วนการเสียชีวิตนั้นอยู่ที่ประมาณ 2 เดือนครั้ง