เงินริงกิตของมาเลเซีย ที่เคยแลกได้ราวๆ 10 บาท ตอนนี้เป็นเพียงอดีตไปแล้ว เพราะตอนนี้ไม่ว่าจะไปแลกที่ไหน ก็ได้ไม่เกิน 7 บาท 50 สตางค์ หรืออย่างดีก็ 8 บาทเท่านั้น และเป็นอย่างนี้ติดต่อกันมา 2 สัปดาห์แล้ว
ปัจจัยหลักที่บรรดานักวิเคราะห์มองว่า เป็นตัวการที่ทำให้เงินริงกิตด้อยค่าลงไปก็คือ การที่นักลงทุนต่างชาติในมาเลเซีย ต่างขนเงินริงกิตออกไปซื้อขายในตลาดต่างประเทศ และส่วนใหญ่จะเป็นการขายมากกว่าการซื้อ รวมถึงการก้าวเข้ามาของโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ประกาศนโยบายทางเศรษฐกิจสหรัฐ จนทำให้ค่าเงินดอลลาร์แข็งขึ้นมาในตลาดโลก
ปรากฏการณ์นี้ ผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินบอกว่า ไม่ควรจะเป็นกระต่ายตื่นตูม เพราะถึงแม้ค่าเงินริงกิตจะลดลงไปบ้าง แต่เศรษฐกิจของมาเลเซียยังไปได้สวย อย่างปี 2016 นี้ทั้งปี ก็คาดว่า จีดีพี หรือ ผลิตภัณท์มวลรวมในประเทศ จะโตในระดับ 4 ถึง 4.5 เปอร์เซ็นต์ ดีกว่าหลายๆ ประเทศด้วยซ้ำ
แต่นักวิเคราะห์ก็เตือนรัฐบาลมาเลเซียว่า อย่างชะล่าใจนั่งเล่นบนหอคอยงาช้างเฉยๆ เพราะเศรษฐกิจยังไปได้สวย แต่ควรจะหาทางออกไว้ด้วย เช่นอาศัยโอกาสที่สหรัฐ จะไม่เข้าร่วมข้อตกลง TPP หรือ”ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ ภาคพื้นแปซิฟิค” ด้วยการหันไปเข้าร่วมข้อตกลงการค้าที่จีนตั้งขึ้นมา รวมถึงฉวยโอกาสที่อังกฤษถอนตัวออกจากอียู ด้วยการชวนมาค้าขายกับมาเลเซียมากขึ้น
แต่มาเลเซียเองก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า ค่าเงินที่อ่อนลงนั้น ส่งผลในทางลบด้วยเช่นกัน อย่างเช่นหนี้ต่างประเทศระยะสั้น ที่รัฐบาลมาเลเซียแบกรับไว้ มูลค่า 81,400 ล้านเหรียญสหรัฐ ก็ต้องใช้เงินมากขึ้นในการชำระหนี้ อีกทั้งการสำรองเงินตราต่างประเทศของธนาคารกลางมาเลเซีย ก็มีต่ำสุดเป็นประวัติการณ์คืออยู่ที่ 98,300 ล้านเหรียญ นั่นหมายความว่า รัฐบาลมาเลเซียเหลือกระสุนเพียงน้อยนิด ในการต่อสู้กับความผันผวนทางการเงินโลก
ในส่วนของบ้านเราก็พลอยได้รับผลกระทบไปด้วย โดยเฉพาะพ่อค้าแม่ขาย รวมถึงนักธุรกิจภาคใต้ ที่เริ่มปฏิเสธเงินริงกิตกันแล้ว เพราะไม่มั่นใจว่า เงินสกุลนี้ จะด้อยค่าลงไปอีกแค่ไหน เพราะมีแนวโน้มว่า เงินริงกิตจะสร้างสถิติในรอบ 30 ปี ด้วยการลดค่าลงไปต่ำที่สุดเป็นประวัติการณ์