เทียบราคารถเมล์ NGV นำเข้าจากจีน-มาเลเซีย ต่างกันเกือบ 600 ล้านบาท (คลิป)


โดย PPTV Online

เผยแพร่




ปัญหาการถูกอายัดรถเมล์เอ็นจีวี ถูกตั้งคำถามถึงสาเหตุที่บริษัทซุปเปอร์ซ่าร่า ไม่สำแดงที่มาของรถที่แท้จริง ว่าเป็นเพราะต้องการหลีกเลี่ยงภาษีนำเข้ารถจริงหรือไม่ ซึ่แม้จะยังตอบคำถามนี้ไม่ได้แต่ก็พบข้อสังเกตบางอย่างที่น่าสนใจ

ความแตกต่างที่สำคัญที่สุดของการนำเข้ารถเมล์ NGV จากจีนมาที่ไทยโดยตรง กับ การนำเข้าจากจีนส่งไปมาเลเซียก่อนส่งต่อมาไทย มีความแตกต่างเรื่องมูลค่าราคารถอย่างเห็นได้ชัด

หากนำเข้ารถเมล์จากจีนโดยตรงจะมีมูลค่าสูงถึงคันละประมาณ 4.1 ล้านบาท ราคานี้แบ่งเป็นค่ารถเมล์ 2.9 ล้านบาท และค่าภาษีนำเข้า 40% ประมาณ 1.2 ล้านบาท แต่หากนำรถจากจีนส่งไปที่มาเลเซียและส่งต่อมาที่ไทย จะมีมูลค่ารถเพียง 2.9 ล้านบาท เนื่องจากได้รับการลดหย่อนภาษี 0% ตามข้อตกลงสนธิสัญญาเขตการค้าเสรีกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียน

รถเมล์เอ็นจีวี 489 คัน ตามราคาการประมูลในสัญญา บริษัท เบสท์ริน กรุ๊ป จำกัด เคยระบุว่า 1,735 ล้านบาท คือ ราคาจัดซื้อรถ หากนำเข้ารถจากมาเลเซียตามที่เบสท์รินยืนยัน ราคารวมจะอยู่ที่ประมาณ 1,418 ล้านบาท หมายความว่า บริษัท เบสท์ริน กรุ๊ป จะได้กำไรกว่า 317 ล้านบาท

แต่หากนำเข้าจากจีนโดยตรงราคารวม 489 คัน จะอยู่ที่ 2,004 ล้านบาท หรือเท่ากับว่า เบสท์ริน กรุ๊ป อาจขาดทุน 269 ล้านบาท คิดเป็นราคาที่ต่างกันเกือบ 600 ล้านบาท ซึ่งเป็นราคาใกล้เคียงกับที่เบสท์ริน กรุ๊ป เสนอราคาประมูลโครงการนี้ ตำกว่าราคากลาง

พีพีทีวี ตรวจสอบเพิ่มเติมกับ พิศิษฐ์ รังสฤษฎ์วุฒิกุล เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม หรือ สมอ. ซึ่งเมื่อ 2 ปีที่แล้วเจ้าหน้าที่เคยไปตรวจสอบคุณภาพการผลิตของ บริษัท อาร์ แอนด์ เอ คอมเมอเชียล ซึ่งเป็นโรงงานที่บริษัทเบสท์รินอ้างว่าประกอบรถเมล์เอ็นจีวีให้ พบว่า เป็นโรงงานที่ได้มาตรฐานและสามารถประกอบรถบัส 100 คันได้ภายใน 10 วัน เท่ากับว่าสมมุติฐานก่อนหน้านี้ของกรมศุลกากร ที่เคยระบุว่าเวลาเพียง 1วัน ที่รถเมล์จอดอยู่ที่มาเลเซียอาจประกอบไม่ทัน ในความจริงแล้วอาจเป็นไปได้

สอดคล้องกับคำให้สัมภาษณ์ของ คณิสสร์ ศรีวชิระประภา ประธานบริษัท เบสท์ริน กรุ๊ป จำกัด ระหว่างการแถลงข่าวชี้แจงเมื่อวานนี้ ซึ่งระบุว่าเขาทำสัญญานำเข้ารถเมล์ จากบริษัทในประเทศมาเลเซียซึ่งมีสินค้าที่ได้มาตรฐาน ส่วนการจัดหาอะไหล่แต่ละชิ้นจะมาจากที่ใดเป็นเรื่องของบริษัทผู้ผลิตที่ต้องชี้แจง

แต่ประเด็นเรื่องประกอบรถทันใน 10 วัน เป็นเพียงประเด็นหนึ่งที่เป็นข้อสงสัยเท่านั้น เพราะยังไม่ตอบคำถามใหญ่ของรองอธิบดีกรมศุลกากร ที่ระบุว่าต้องตรวจสอบให้แน่ชัดว่ารถเมล์ล็อตนี้นำเข้ามาจากที่ใด เนื่องจากน้ำหนักของรถเมล์ระหว่างการขนย้ายจากจีนไปมาเลเซีย มีน้ำหนัก 12.8 ตัน เท่ากับ ที่ขนย้ายจากมาเลเซียมาไทย ซึ่งถือว่า เป็นไปได้ยาก หากนำรถจากจีนไปใส่อะไหล่เพิ่มเติมที่มาเลเซียจริง ตามที่สำแดงต่อศุลกากร

 

12.8 ตัน” ตัวเลขปริศนา ทำไมน้ำหนักรถเมล์ NGV ผ่านมาเลเซียเท่าเดิม

มีความเป็นไปได้หรือไม่ว่าบริษัทผู้ผลิต นำอะไหล่ภายในประเทศมาเลเซีย หลายชิ้นที่อาจมีน้ำหนักเบามารวมกัน จนได้มูลค่าเพียงพอที่จะขอลดหย่อนภาษี คืออย่างน้อยเป็น 40% ของรถ ตามข้อตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน แต่ PPTV ได้ข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญว่าทั้งเครื่องยนต์ แชสซี เพลา เกียร์ เป็นอะไหล่ที่ไม่มีฐานผลิตในมาเลเซีย ต้องนำเข้าจากประเทศอื่นเช่นกันสมมติฐานนี้จึงตกไป

เมื่อเครื่องยนต์ เพลา เกียร์ คัสซี ไม่น่าจะเป็นส่วนที่นำไปประกอบในมาเลเซียได้ เพราะไม่มีฐานการผลิตจึงเหลือเพียงชิ้นส่วนหลัก ที่จะทำให้รถคันนี้เข้าข่ายได้ลดภาษีตามข้อตกลงการค้าเสรี คือ “ตัวถังรถ” ซึ่งหมายความว่าบริษัทผู้ผลิตสัญชาติมาเลเซีย อาจนำเข้าชิ้นส่วนรถทั้งคันจากจีน เหลือเพียงตัวถังอย่างเดียวที่ผลิตในประเทศ เพราะราคาของตัวถังมีมูลค่าประมาณ 40% ของมูลค่ารถทั้งหมด ซึ่งเท่ากับว่าสามารถทำให้รถเมล์ได้รับการลดหย่อนภาษี

แต่สมมติฐานนี้ยากจะเป็นไปได้ เพราะตัวถังมีน้ำหนักประมาณ 1 ใน 3 ของรถทั้งคัน จึงเป็นเรื่องเหลือเชื่อมากที่จะเพิ่มตัวถังเข้าไป แต่รถที่ผ่านมาเลเซียแล้วส่งต่อมาไทยโดยมีน้ำหนักรวมเท่าเดิม

ตอนนี้เราอาจจะยังไม่ได้ข้อสรุปว่า รถเมล์ล็อตนี้ซึ่งถูกขนจากจีนไปที่มาเลเซียและส่งต่อมาไทย จงใจขนย้ายเพื่อหลีกเลี่ยงภาษีน้ำเข้าหรือไม่ แต่น้ำหนักรถเท่าเดิมเมื่อผ่านมาเลเซีย คือ 12.8 ตัน เป็นตัวเลขปริศนา ที่ยังไม่มีคำตอบจากการแถลงข่าวของเบสท์รินกรุ๊ปเมื่อวานนี้ โดยตอบเพียงว่า “เขาจ่ายเงินให้บริษัทในมาเลเซีย อะไหล่มาจากไหน เป็นเรื่องของบริษัทในมาเลเซีย”

TOP ประเด็นร้อน
วิดีโอยอดนิยม
เรื่องที่คุณอาจพลาด

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ