จากกรณีสื่อสังคมออนไลน์มีการลงข่าว งานวิจัยใหม่ในต่างประเทศระบุว่าคนไม่ดื่มแอลกอฮอล์เลย เสี่ยงตายก่อนวัยอันควรสูง โดยยกประเด็นว่าคนที่ไม่เคยแม้กระทั่งจิบแอลกอฮอล์ มีอัตราการตายสูงที่สุด อัตราการตายลดลงมาในคนที่ดื่มหนัก และอัตราการตายน้อยที่สุดในคนที่ดื่มปานกลาง วันละ1-3 แก้ว ซึ่งขณะนี้มีการแชร์ต่ออย่างแพร่หลายนั้น
วันนี้ (15 ธ.ค. 2559) นพ.พลเทพ วิจิตรคุณากร อาจารย์ประจำภาควิชาเวชศาสตร์ชุมชน คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ กล่าวว่า กรณีดังกล่าวทำให้สังคมเกิดความเข้าใจผิด เนื่องจากรายงานผลการวิจัยชิ้นนี้ ตีพิมพ์ในวารสารนานาชาติ ตั้งแต่ปี 2553 หรือประมาณ 6 ปีที่แล้ว ซึ่งไม่ได้เป็นงานวิจัยใหม่ตามที่กล่าวอ้าง และที่น่าสังเกตว่าทำไมหนังสือพิมพ์ในไทย จึงหยิบยกขึ้นมาเป็นข่าวอีกในช่วงเวลานี้ ซึ่งจะส่งผลให้ผู้อ่านเกิดความเข้าใจผิด และนำไปปฏิบัติตามจนเกิดผลเสียต่อสุขภาพได้ เนื่องจากงานวิจัยนี้มาจากการบอกเล่าของกลุ่มตัวอย่างเท่านั้น โดยไม่ได้ตรวจสอบจากแหล่งอื่นหรือความถูกต้องของข้อมูล อีกทั้งกลุ่มตัวอย่างเป็นคนที่เคยดื่มหนักมาก่อน และเป็นผู้ที่มีปัญหาสุขภาพ ปัจจัยเหล่านี้มีความสัมพันธ์กับการเพิ่มอัตราการตายโดยตรง โดยไม่เกี่ยวข้องกับการดื่มสุราเลย
“ผู้วิจัยได้ชี้ได้ให้เห็นถึงข้อจำกัดของงานวิจัย โดยเตือนผู้อ่านให้ระมัดระวังในการแปลผลของงานวิจัย รวมทั้งเน้นย้ำว่าการดื่มสุราเพิ่มความเสี่ยงในการหกล้ม และการดื่มหนักในคนกลุ่มนี้ เพิ่มความเสี่ยงการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้สูงอายุซึ่งมีโอกาสเกิดภาวะเหล่านี้ได้ง่ายอยู่แล้ว”
ด้าน ศ.พญ. สาวิตรี อัษณางค์กรชัย ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยปัญหาสุรา(ศวส.) กล่าวว่า ศวส. ขอเสนอผลวิจัยที่เชื่อถือได้ จากงานวิจัยปี 2554 ของ Michael Roerecke และ Jurgen Rehm ระบุว่า ผู้ที่เลิกดื่มหรือไม่ได้ดื่มใน 1 ปีที่ผ่านมา มีความเสี่ยงของการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ มากกว่าผู้ที่แทบจะไม่เคยดื่มเลยในชีวิต นอกจากนี้ ยังมีรายงานวิจัยล่าสุดปี 2558 ของ Professor Tim Stockwell และคณะ ได้รวบรวมงานวิจัยจำนวน 87 ชิ้น พบว่า การดื่มสุราในปริมาณน้อย หรือน้อยกว่า 20 กรัมของแอลกอฮอล์บริสุทธิ์ต่อวัน ไม่ได้ช่วยลดอัตราการตายลงเมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่ดื่มเลยในชีวิตหรือผู้ที่ดื่มเป็นครั้งคราว จึงอยากขอให้สังคมช่วยกันตรวจสอบ และหยุดแชร์ข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง