สุดยอดคลิปโซเชียลสู่ข่าวดังปี 2559 (คลิป)

โดย PPTV Online

เผยแพร่

ในช่วงปี 2559 นี้ เกิดปรากฎการณ์คลิปที่โด่งดังบนโลกโซเชียลมากมาย ซึ่งส่วนใหญ่มักเป็นคลิปที่เกิดขึ้นบนท้องถนน และก่อให้เกิดกระแสสังคมวิพากษ์วิจารณ์เป็นวงกว้าง โดยทีมข่าว PPTV ได้รวบรวมข้อมูลสุดยอดคลิปดังแห่งปี 2559 เอาไว้ ส่วนจะมีคลิปอะไรบ้างนั้นไปรับชมพร้อมกัน

นี่เป็นภาพวินาทีระทึกขวัญที่คนขับรถบรรทุก6 ล้อ ซึ่งฝ่าด่านตรวจของเจ้าหน้าที่ กำลังขับพุ่งเข้าชนรถยนต์และรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายย่านถนนเอกมัยใจกลางเมืองขณะช่วงกำลังรถติด  เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้สร้างความตกตะลึงให้กับผู้ใช้รถใช้ถนนเป็นอย่างมาก  ซึ่งดูจากในคลิปจะเห็นว่าเจ้าของรถบางรายถึงกับยอมทิ้งรถยนต์ของตัวเอง และเปิดประตูวิ่งหนีเพื่อเอาชีวิตรอดกันเลยทีเดียว ส่วนรถที่หลบไม่ทันก็ถูกชนพังเสียหายยับเยินรวมทั้งสิ้นกว่า 40 คัน  ไล่มาตั้งแต่ถนนราชปรารภ ผ่านแยกประตูน้ำ เข้าสู่ถนนเพชรบุรี มุ่งหน้าถนนเอกมัย  ท่ามกลางสายตาของประชาชนจำนวนมาก เรียกได้ว่าก่อเหตุกลางวันแสกๆอย่างไม่เกรงกลัวกฎหมาย  จนหลายคนที่พบเห็นต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า“ยังกับอยู่ในหนัง FAST & Furious” 

จากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ตัดสินใจยิงสกัดรถบรรทุกจนสามารถหยุดรถได้  ขณะที่โชเฟอร์รถบรรทุกได้พยายามวิ่งหลบหนีการจับกุมของเจ้าหน้าที่  แต่สุดท้ายก็ไปไม่รอด  เมื่อตำรวจและประชาชนพลเมืองดีต่างวิ่งกรูเข้าไปช่วยกันจับตัวเอาไว้ได้ในที่สุด

จากการสอบสวนทราบว่าผู้ขับขี่รายนี้ อายเพียงแค่ 27 ปี ชื่อนายเอกพจน์ ยศศิริ เป็นพนักงานขับรถบริษัทวัศดุก่อสร้างแห่งหนึ่ง และเมื่อตรวจค้นตัวก็พบยาไอซ์เสพติดซุกซ่อนภายในกระเป๋ากางเกง  และตรวจปัสสาวะก็พบว่าเป็นสีม่วง  แถมตรวจสอบประวัติย้อนหลังก็ไม่ธรรมดา เพราะเคยถูกจับกุมคดียาเสพติดมาแล้วถึง 4 ครั้ง   เบื้องต้นตำรวจแจ้งข้อหาขับรถโดยประมาท มียาเสพติดไว้ในครอบครองฯ เสพสารเสพติด และหลบหนีการจับกุมของเจ้าหน้าที่  ส่งตัวดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

คลิปต่อไปเป็นที่มาของวลีเด็ด “กราบรถกู”  ซึ่งเป็นคลิปเหตุการณ์เมื่อเจ้าของรถยนต์ยี่ห้อมินิคูเปอร์  สีเหลือง-ดำ  นายอัครณัฐ อริยฤทธิ์วิกุล หรือ น็อต พิธีกรและนักแสดงหนุ่มชื่อดัง   ได้ดึงตัวผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ไปที่รถของตนเอง หลังเกิดอุบัติเหตุเฉี่ยวชนที่บริเวณถนนเจริญกรุง  ก่อนจะชกต่อยทำร้ายร่างกายและบังคับให้กราบรถมินิคูเปอร์ พร้อมพูดว่า  “อย่าหนี เข้าใจมั้ย กราบรถกู”

จากนั้นทางฝั่งผู้เสียหายได้เข้าแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน สน.ยานนาวา ซึ่งต่อมา นายน็อต อัครณัฐ  พร้อมด้วยทนายความได้เดินทางเข้าพบตำรวจเพื่อให้ปากคำเพิ่มเติม พร้อมยอมรับผิดต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ด้วยความที่อารมณ์ร้อนและรักรถมากจึงทำให้เกิดเรื่องราวดังกล่าว  และได้ขอโทษคู่กรณีรวมทั้งครอบครัว

ด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้แจ้งข้อกล่าวหา ทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนได้รับบาดเจ็บ และข่มขืนใจผู้อื่นฯ  เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป 

ต่อมามีกระแสข่าวว่า น็อต อัครณัฐ  ได้หลบหนีไปบวช  ทำให้ต้องโพสต์อินสตาแกรมเพื่อยืนยันว่า  ตอนนี้ตนเองได้บวชเรียนตามความตั้งใจและสึกออกมาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว  ซึ่งไม่ได้ตั้งใจที่จะหลบหนีแต่อย่างใด  จากนี้จะขอใช้ชีวิตอย่างสงบและพร้อมทำตามเงื่อนไขของศาลทุกประการ 

คลิปเหตุการณ์นี้จึงเป็นตัวอย่างและเป็นอุทาหรณ์ที่สำคัญอย่างหนึ่งในสังคมไทย  เพื่อให้ทุกคนย้ำเตือนสติตัวเองและระงับอารมณ์โกรธก่อนที่เหตุการณ์ต่างๆจะบานปลาย  จนถูกวิพากษ์วิจารณ์ในสังคมออนไลน์อย่างหนักและกลายเป็นคลิปประเด็นร้อนแห่งปี

เป็นอีกคลิปบนท้องถนนที่ก่อให้เกิดกระแสสังคมเป็นวงกว้างกับเหตุการณ์สุดสลด คลิปจากกล้องหน้ารถคันหนึ่งเผยให้เห็นถึงเหตุการณ์สุดระทึกขวัญ วินาทีที่รถเบนซ์สปอร์ต ขับซิ่งมาด้วยความเร็วถึง 257 กิโลเมตรต่อชั่วโมง พุ่งเข้าชนรถยนต์ ฟอร์ด เฟียสต้า อย่างจังจนกระเด็นไปไกลกว่า 200 เมตร สภาพรถพังยับเยินและเกิดไฟลุกไหม้ท่วมทั้งคัน เหตุเกิดเมื่อวันอาทิตย์ที่ 13 มีนาคม 2559 บนถนนสายอาเชีย ฝั่งขาออก หลักกิโลเมตรที่ 53 ในพื้นที่อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ทำให้นายกฤษณะ ถาวร  และนางสาวธันฐภัทร ฮ้อแสงชัย สองนักศึกษาปริญญาโทจากมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เสียชีวิตอยู่ในซากรถฟอร์ด  ขณะที่นายเจนภพ  วีรพร ทายาทเจ้าของกิจการนำเข้ารถหรู คนขับรถเบนซ์ได้รับบาดเจ็บไม่มาก

คดีนี้ก่อให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางแถมยังถูกตั้งคำถามถึงความล่าช้าและไม่เป็นธรรมในการดำเนินคดีกับผู้ต้องหาอีกด้วย จนเหตุการณ์นี้ผ่านไปนานนับเดือน ก่อนที่พนักงานสอบสวนจะส่งฟ้องศาลในหลายข้อหาฉกรรจ์ เช่น  ขับด้วยความเร็วเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด  ขับรถในขณะเมาสุราเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย  เป็นผู้ขับรถเสพยาเสพติดให้โทษเป็นเหตุให้แก่ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ขับรถไม่คำนึงถึงความปลอดภัย โดยจำเลยรับสารภาพเพียงข้อหาเดียวคือขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ส่วนข้อหาอื่น ๆ ให้การปฏิเสธ

ทั้งนี้ระหว่างการพิจารณาคดีในชั้นศาล จำเลยได้ยื่นคำร้องขอให้จำหน่ายคดีชั่วคราวโดยอ้างว่าวิกลจริตไม่สามารถต่อสู้คดีได้ แต่เมื่อศาลนัดไต่สวนแพทย์เพื่อพิสูจน์ข้ออ้างนี้ จำเลยก็มายื่นคำร้องว่าไม่ติดใจโดยสามารถจะต่อสู้คดีได้ตามเดิม

จากความสูญเสียและความเจ็บช้ำที่เกิดขึ้น ครอบครัวของผู้เสียชีวิตทั้ง 2 คนในฐานะโจทก์ร่วมได้ยื่นคำร้องขอให้จำเลยจ่ายค่าสินไหมทดแทนตามกฎหมายเป็นเงินกว่า 100 ล้านบาท โดยทั้งสองครอบครัวหวังว่าคดีนี้จะเป็นบรรทัดฐานใหม่ให้กับสังคม ส่วนคำพิพากษาคดีนี้จะเป็นอย่างไรคงต้องติดตามต่อไปในปีหน้า

ส่วนคลิปสุดท้ายที่ท่านผู้ชมเห็นนี้ คือคลิปที่ นายภัทรศักดิ์ เทียมประเสริฐ อายุ 35 ปี หรือที่รู้จักกันในนาม “ดีเจเก่ง”  ดีเจของคลื่นวิทยุแห่งหนึ่ง  ได้บอกเล่าถึงเหตุการณ์อุบัติเหตุบนถนนมิตรไมตรี บริเวณใกล้กับสนามกีฬาไทย-ญี่ปุ่น ดินแดง  ซึ่งวินาทีที่เกิดเหตุนั้นรถกระบะของเขาได้ถูกรถยนต์ของคู่กรณีชนท้ายจนได้รับความเสียหาย  พร้อมกับวิงวอนขอความเห็นใจจากสังคมไทย  ก่อนจะพูดทิ้งท้ายว่า....  “เจอคนแบบนี้ ในสังคมแบบนี้ แย่มากครับ”

จากนั้นเพียงไม่นานบนโลกโซเชียลได้เผยแพร่คลิปเหตุการณ์เดียวกันแต่เป็นอีกมุมหนึ่ง  ซึ่งแท้จริงแล้วปรากฎว่ารถกระบะของดีเจเก่ง  ได้ขับใส่เกียร์ถอยหลังและชนรถยนต์ของคู่กรณี  โตโยต้า ยาริส สีแดงถึง 2 ครั้งติดๆกันจนได้รับความเสียหาย        พร้อมทั้งลงรถมาต่อว่าคนขับรถยาริส สีแดง และทำท่าทีคล้ายกับจะเป็นฝ่ายหาเรื่องคู่กรณีอีกด้วย  ทำให้โลกออนไลน์ต่างวิจารณ์เรื่องนี้กันอย่างมากจนคลิปนี้ได้รับความสนใจจากผู้คนในโลกออนไลน์อย่างล้นหลามกระทั่งมีการแชร์ต่อๆกันไปมากมาย

แน่นอนว่าเรื่องนี้ไม่ได้จบบนท้องถนน เพราะเรื่องนี้กลายเป็นคดีความสำคัญที่สังคมให้ความสนใจ  ต่อมาศาลแขวงพระนครเหนือ  ได้มีคำตัดสินเมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2559   ซึ่งได้พิพากษาให้จำคุกดีเจเก่ง เป็นเวลา 7 เดือน แต่เนื่องจากจำเลยเปลี่ยนใจรับสารภาพในภายหลัง จึงพิจารณาลดโทษเหลือโทษจำคุก 3 เดือน 15 วัน โดยไม่รอลงอาญา พร้อมทั้งเพิกถอนใบขับขี่ตลอดชีวิต และให้ดีเจเก่งชดใช้ค่าเสียหายให้คู่กรณีเป็นเงินจำนวนกว่า  1 แสน 8 หมื่นบาท 

ต่อมาดีเจเก่งได้ยื่นหลักทรัพย์เป็นเงินสด 1 หมื่น 5 พันบาท เพื่อขอประกันตัวระหว่างอุทธรณ์สู้คดี  โดยศาลอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวได้

จากเหตุการณ์ในคลิปนี้ทำให้  ดีเจเก่ง  ต้องตกงานจากนักจัดรายการวิทยุชื่อดังถึง 7 เดือนเต็ม และยังต้องแยกทางกับภรรยา  จนเรียกได้ว่าชีวิตตกอยู่ในช่วงที่ยากลำบากเพราะสังคมรับไม่ได้กับเหตุการณ์ในครั้งนี้

 

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ