กำลังชุดใหญ่ของ ดีเอสไอ นำโดย พันตำรวจเอกไพสิฐ วงษ์เมือง อธิบดี เลือกใช้เส้นทางประตู 1 สู่พื้นที่ฝั่ง 196 ไร่ ของวัดพระธรรมกาย เมื่อช่วงบ่ายวันนี้ โดยเจ้าหน้าที่ตัดสินใจใช้คีมตัดกุญแจที่ประตูเพื่อเปิดเข้าไป เมื่อประมาณ 13.30น.(16 ก.พ.60) หลังจากพยายามเจรจาให้ทางวัดเปิดประตูแต่ไม่เป็นผล
แต่วันนี้เจ้าหน้าที่มี “กระบี่อาญาสิทธิ์” เพราะมีอำนาจตามคำสั่งหัวหน้า คสช.มาตรา 44 อยู่ในมือ จึงสามารถตัดกุญแจนำกังเข้าไปได้เอง
พื้นที่ฝั่งนี้ เป็นฝั่ง 196 ไร่ ที่เคยถูกอ้างว่า เป็นที่พักของพระธัมมชโย ทำให้ดีเอสไอเลือกเข้าพื้นที่ด้านนี้ เพื่อนำตัวพระธัมมชโยมาดำเนินคดี หรืออย่างน้อย ก็จะได้คำตอบว่า “พระธัมมชโย” ยังอยู่ในวัดหรือไม่ แต่แม้จะเข้าไปได้ ก็ไม่สามารถเข้าไปถึงพื้นที่ต้องสงสัย คือ อาคารดาวดึงส์ วิหารคุณยายอาจารย์ และอุโบสถธรรมกายได้
เพราะมีคณะบุคคลที่แต่งกายเป็นพระมาขวางเส้นทางไว้ พร้อมทำกำแพงอีก 1 ชั้น จากแผ่นสังกะสี โดยพระส่วนมากใส่หน้ากากอนามัยปิดบังใบหน้า บางรูปใส่แว่นดำ อีกส่วนอยู่ด้านหลังกำแพง โดยมีส่วนหนึ่งใช้โทรศัพท์บันทึกภาพการทำงานของเจ้าหน้าที่
เจ้าหน้าที่ยังถ่ายภาพสำคัญในจุดนี้ ที่เห็นได้ว่า กลุ่มที่แต่งกายเป็นพระ พยายามขัดขวางเมื่อเจ้าหน้าที่จะเดินผ่านจุดนี้เข้าไป
จนประมาณ 16.00 น. เจ้าหน้าที่ที่เข้าไปทางประตู 1 บางส่วน ทยอยเดินออกมา พร้อมให้ข้อมูลว่า จุดที่เข้าไปตรวจค้น เป็นจุดที่วัดพระธรรมกายเคยแถลงว่า เป็นที่พักของพระธัมมชโย แม้จะถูกขัดขวาง แต่ก็สามารถเจรจาผ่านเข้าไปได้ในที่สุด และเมื่อตรวจค้นจนทั่วแล้ว รวมทั้งอาคารดาวดึงส์ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 ยืนยันว่า ไม่พบ “พระธัมมชโย” ทั้งที่ก่อนหน้านี้ วัดพระธรรมกายอ้างเหตุผลที่พระธัมมชโยไม่ไปมอบตัว เพราะอาพาธหนัก และแพทย์ห้ามเคลื่อนย้าย
อีกจุดที่เจ้าหน้าที่เข้าไปในวัดตั้งแต่ช่วงเช้าคือฝั่งประตู 8 ซึ่งเข้าไปประมาณ 11.10 น. โดยอธิบดี ดีเอสไอ ยืนยันจะเข้าตรวจค้น ก่อนที่จะเข้าประตูอื่นๆ
ท่าทีของอธิบดีดีเอสไอบ่งบอกชัดเจนว่า ปฏิบัติการวันนี้ แม้จไม่พกอาวุธและพยายามให้เป็นไปด้วยความละมุนละม่อม แต่ไม่จำเป็นต้องเจรจากับทางวัด เพราะการเข้าไปเกิดขึ้นไม่กี่นาที หลังจากที่ฝ่ายสื่อสารองค์กรของวัด ออกมาแถลงข่าวว่า จะหารือรูปแบบการเข้าตรวจค้น
หากย้อนกลับไปตั้งแต่เช้ามืด จนถึงขณะนี้ จะเห็นได้ว่า ปฏิบัติการภายใต้มาตรา 44 วันนี้ สนธิกำลังทั้งจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ ตำรวจภูธรภาค7 และทหารจากกองทัพภาคที่ 1 รวมกว่า 4 พันคน เข้าปิดล้อมวัดพระธรรมกาย โดยยุทธศาสตร์สำคัญ คือการกระชับพื้นที่ ใช้เจ้าหน้าที่เข้าตรึงพื้นที่สำคัญ ทั้งประตู 1 ประตู 5-6 ประตู 7 ประตู 8 โดยให้มวลชนด้านในออกจากวัดได้ แต่ไม่ให้เข้าไปเพิ่ม
ตลอดทั้งวัน ดีเอสไอ ยังเผยแพร่เอกสารที่เป็นแนวปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ในวันนี้ เกี่ยวกับแนวทางปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ ที่จะไม่พกพาอาวุธเด็ดขาด ส่วนฝ่ายวัดพรธรรมกาย ดีเอสไอ แจ้งชัดเจนว่า สิ่งที่ทำไม่ได้และมีความผิดมีอะไรบ้าง คือ นั่งขวางทางเจ้าพนักงาน ทำสิ่งกีดขวางเจ้าพนักงาน กอด ดึง รั้ง เจ้าพนักงาน รวมทั้งใช้แสงเลเซอร์ ใส่เจ้าพนักงาน ซึ่งเมื่อแจ้งเช่นนี้ ก็จะทำให้ ใครก็ตามที่กีดขวาง มีความผิดตามกฎหมายทันที
ส่วนนี่คือ ข้อความในเฟซบุ๊กของนายองอาจ ธรรมนิทา โฆษกคณะศิษยานุศิษย์วัดพระธรรมกาย ซึ่งเข้ามอบตัวเมื่อคืนนี้ จากหมายจับฐานปลุกปั่นยุยง โดยนายองอาจยืนยันว่าเข้ามอบตัวแล้วจริง แม้ว่าก่อนหน้านี้จะปรากฏภาพอยู่ที่ต่างประเทศ นายองอาจ เขียนว่า ที่มอบตัว เพราะมั่นใจในความบริสุทธิ์ ซึ่งเป็นที่น่าสังเกตถึงท่าทีที่นายองอาจ กลับมามอบตัว ทั้งที่ออกนอกประเทศไปแล้ว