วันนี้ (17 มี.ค. 60) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะเดินทางไปขึ้นศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง รับฟังไต่สวนพยานฝ่ายจำเลย 3 ปาก ในคดีทุจริตจำนำข้าวเช้าวันนี้ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีรัฐบาลเตรียมเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากการขายหุ้นชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด ว่าคดีดังกล่าวได้จบสิ้น เพราะศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้มีคำตัดสินให้ยึดทรัพย์ 4.6 หมื่นล้านบาทไปแล้ว จึงไม่ทราบว่ารัฐบาลใช้กฎหมายใดในการเรียกคืนภาษี
ซึ่งส่วนตัวอยากให้รัฐบาลรักษากฎ กติกา บังคับใช้กฎหมายกับทุกคนอย่างเสมอภาค อย่าใช้อำนาจหรือกฎหมายที่มีอยู่เพื่อเป็นเครื่องมือได้ประโยชน์ทางการเมือง หรือใช้อภินิหารทางกฎหมาย เพื่อไล่ล่าผู้ที่เห็นต่าง ซึ่งทั้งการเรียกเก็บภาษีหุ้นชินคอร์ปและการเรียกค่าเสียหายในโครงการรับจำนำข้าว โดยไม่รอให้มีคำสั่งศาล ตนมองว่าเป็นการไล่ล่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ซึ่งทำให้มองไม่เห็นว่าสังคมจะก้าวข้ามปัญหาที่มีอยู่และทำให้เกิดความปรองดองได้อย่างไร
โดยสำหรับการปรองดอง ที่พรรคเพื่อไทยมีข้อเสนอให้กับคณะอนุกรรมการรับฟังข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะ เพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง หรือ ป.ย.ป.ที่ผ่านมานั้น นางสาวยิ่งลักษณ์สนับสนุนให้มีการตั้งคณะกรรมการกลาง ที่มีนักวิชาการและภาคประชาชน เพื่อเปิดรับฟังความคิดเห็นจากทุกฝ่ายอย่างต่อเนื่อง เพราะต้องการให้มีผู้ที่มีความเป็นกลางเข้ามาร่วมรับฟังข้อมูล สังคมก็จะเชื่อมั่นว่าทุกคนจะได้รับความเป็นธรรม และป้องกันการถูกมองว่ารัฐบาลกลายเป็นคู่ขัดแย้งเสียเอง ส่วนการปรองดองจะเกิดขึ้นได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับการตีความของรัฐบาล
ขณะที่เวลา 9.30 น.วันนี้ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ประธานมูลนิธิมวลมหาประชาชน แกนนำกลุ่ม กปปส. พร้อมคณะ ได้เข้าพบคณะอนุกรรมการปรองดอง ป.ย.ป. เพื่อยื่นข้อเสนอสร้างความปรองดอง ใน 5 ด้าน เช่น การปฏิรูปการเมือง พรรคการเมือง การเลือกตั้ง และ กกต. โดยชูการปรับหน้าที่ กกต.ให้เหมาะสม มีประสิทธิภาพ เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปอย่างบริสุทธิ์ ยุติธรรม, เสนอตั้งกองบัญชาการตำรวจ จังหวัด แก้ปัญหาการวิ่งเต้น, เสนอให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีแต่งตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด ด้วยวิธีการสรรหา ซึ่งต้องได้รับความเห็นชอบจากประชาชน และสภาจังหวัด, ให้จังหวัดเป็นนิติบุคคล และการเร่งปฏิรูปแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคม โดยเริ่มจากการรื้อระบบการศึกษา