นารายณ์อวตาร 8 ปาง จากทั้งหมด 10 ปาง ถือเป็นภาพสำคัญที่ถูกคัดเลือกไปไว้บนฉากบังเพลิง สื่อความหมายลึกซึ้ง ถึงความเป็นพระมหากษัตริย์ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่เปรียบเสมือนพระนารายณ์อวตารลงมาเพื่อปราบทุกข์เข็ญให้กับมนุษย์ โดยนารายณ์อวตารทั้ง 8 ปาง จะอยู่บนฉากบังเพลิงทั้ง 4 ทิศ ทิศละ 2 ปาง เริ่มต้นจาก ปางมัตสยาวตาร ตั้งอยู่ด้านซ้ายฝั่งทิศเหนือ เป็นปางที่พระนารายณ์อวตารลงมาเป็นปลากรายทอง ชื่อ ศผริ เพื่อช่วยมนุษย์โลก และสัตว์ต่างๆ เมื่อน้ำท่วมโลก
พระนารายณ์อวตารลงมาเป็นเต่า ตั้งอยู่ด้านขวาฝั่งทิศเหนือ ในปางที่ 2 ปางกูรามาวตาร อวตารมาช่วยรักษาแผ่นดินโลกไม่ให้แตกสลาย, ปางที่ 3 ด้านซ้ายฝั่งทิศตะวันออก ปางวราหาวตาร อวตารลงมาเป็นหมูป่าเขี้ยวเพชร ปราบอสูร ชื่อ หิรัณยากษะ
ด้านขวาฝั่งทิศตะวันออก ปางนรสิงหาวตาร พระนารายณ์อวตารมีหน้าเป็นราชสีห์ ร่างกายเป็นมนุษย์ ทรงเครื่องอย่างเทวดา ลงมาปราบอสูร ชื่อ หิรัณยกศิปุ น้องชายของ หิรัณยากษะ
ปางที่ 6 ด้านซ้ายฝั่งทิศใต้ ปางปรศุรามาวตาร พระนารายณ์อวตารลงมาเป็นพราหมณ์ ใช้ขวานเป็นอาวุธ เพื่อปราบกษัตริย์ชื่อ อรชุน ผู้ก่อยุคเข็ญและทำลายล้างศาสนา, ปางที่ 7 ด้านขวาฝั่งทิศใต้ ปางรามาวตาร หรือ จันทราวตาร พระนารายณ์อวตารลงมาเป็นพระราม ตามแบบฉบับเรื่องรามเกียรติ์ ลงมาปราบยักษ์ ทศกัณฑ์
ด้านสุดท้ายฝั่งทิศตะวันตก ด้านซ้ายจัดตั้งปางกฤษณาวตาร อวตารเป็นพระกฤษณะ ในลักษณะนั่งเป่าขลุ่ยบรรเลงเพลงให้ทั้งสรรพสัตว์และมวลมนุษย์เกิดความรัก ไม่เป็นศัตรูต่อกัน ด้านขวาฝั่งจัดตั้งปางกัลกยาวตาร พระนารายณ์อวตารลงมาเป็นมนุษย์ขี่ม้าขาว หากเกิดกลียุค บุรุษขี่ม้าขาวจะมาช่วยแก้ไขปัญหาให้กับโลกมนุษย์ได้
นารายณ์อวตารเป็นแนวคิดความเชื่อที่ผสมผสานระหว่างศาสนาพุทธกับศาสนาพราหมณ์ อ้างอิงจากเนื้อหาในไตรภูมิพระร่วง เพื่อแสดงให้เห็นถึงความเป็นสมมติเทพของพระมหากษัตริย์ และเป็นความหมายสำคัญในฉากบังเพลิงครั้งนี้