วันนี้( 29 มี.ค. 60) มีการจัดงานเสวนา เรื่อง "พ.ร.บ.ปิโตรเลียมสะดุด ฉุดประเทศไทยเสียโอกาส" โดยมีนักวิชาการด้านเศรษฐกิจ ภาคอุตสาหกรรม และเอกชน ร่วมแลกเปลี่ยนความเห็นในเรื่องประเด็นร่าง พ.ร.บ.ปิโตรเลียม ที่กำลังเป็นปัญหาขณะนี้ด้วย
ด้าน มนตรี ลาวัลย์ชัยกุล รักษาการรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มงานกลยุทธ์และพัฒนาธุรกิจ บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า แหล่งปิโตรเลียมบงกช และ เอราวัณ จะหมดอายุสัมปทานในปี 2565-2566 ซึ่งหากร่าง พ.ร.บ.ปิโตรเลียมล่าช้าและไม่ชัดเจน จะส่งผลต่อสัมปทานรอบใหม่ และอาจกระทบกับการตัดสินใจลงทุนของเอกชน ที่อาจหันไปลงทุนในต่างประเทศแทน พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งเดินหน้าร่างกฏหมายฉบับนี้ให้เร็วที่สุด เพื่อไม่ให้กระทบภาพรวมของประเทศ
ด้านรองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ยอมรับว่าร่างกฏหมายฉบับนี้ถือว่าล่าช้า ซึ่งหากมีปัญหาเรื่องการผลิตปิโตรเลียม ที่เกิดขึ้นจากการต่ออายุสัมปทาน ไทยจะต้องนำเข้าพลังงานจำนวนมากเพื่อมาทดแทนการผลิต จะส่งผลต่อค่าครองชีพที่สูงขึ้นในอนาคต พร้อมเสนอให้รัฐบาลใช้กฏหมายฉบับปัจจุบันแทนไปก่อน ระหว่างที่แก้ไขร่าง พ.ร.บ.ปิโตรเลียมให้แล้วเสร็จ
ขณะที่นักวิชาการด้านวิศวกรรมเหมืองแร่และปิโตรเลียม ให้ความเห็นว่าพ.ร.บ.ปิโตรเลียม มีเป้าหมายเพื่อกระตุ้นการลงทุน ซึ่งถือเป็นความท้าทายที่รัฐต้องบริการจัดการให้สมดุลทั้งผลประโยชน์ของรัฐและของเอกชนอย่างเท่าเทียมกัน