เพจแหม่มโพธิ์ดำ ที่เป็นผู้มีบทบาทสำคัญให้เกิดการติดตามประเด็นใหญ่ๆหลายคดี รวมถึงคดีการค้าประเวณีเด็กที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน ขึ้นข้อความแสดงตัวอย่างชัดเจน ว่าไม่ต้องการถูกขึ้นทะเบียนเป็น “สื่อมวลชน” ตามนิยามที่กำหนดไว้ในร่าง พ.ร.บ.การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรม และมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน ซึ่งอยู่ในชั้น สปท. โดยยืนยันว่า การทำเพจ ไม่มีกำไร และไม่ควรถูกควบคุม เพราะพยายามช่วยเป็นกระบอกเสียงให้คนเดือดร้อนในสังคม ส่วนเพจดังอย่าง ดราม่า แอดดิค แชร์ข่าวที่สมาชิก สปท.ระบุว่า กลุ่มสื่อออนไลน์ ถือว่าเป็นสื่อที่ต้องขึ้นทะเบียนเช่นกัน จึงขึ้นข้อความตั้งคำถามว่า “ดราม่า แอดดิค” ถูกจัดให้สื่อแล้วหรือ ล่าสุดวาระการประชุม เพื่อพิจารณารับรายงานการศึกษาร่างกฎหมายฉบับนี้ ถูกเลื่อนมาบรรจุเร็วขึ้นจากวันที่ 9 พฤษภาคม เป็นวันที่ 1 พฤษภาคม
ด้านนายกรัฐมนตรี ยืนยันว่า จำเป็นต้องมีกฎหมายเข้ามากำกับดูแลการทำหน้าที่สื่อมวลชน ที่มีปัญหาด้านจริยธรรม เพราะที่ผ่านมากำกับดูแลกันเองไม่เห็นผลสำเร็จ แต่ก็ยอมรับว่า ต้องนำร่างกฎหมายไปรับฟังความคิดเห็นประชาชนให้รอบด้านก่อน
ด้านนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ หรือ กรธ. ยอมรับว่า ต้องดูรายละเอียดของร่างกฎหมายฉบับนี้ก่อน รวมทั้งร่างพระราชบัญญัติจดแจ้งการพิมพ์ เพราะอาจขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 77 ที่ระบุให้ต้องมีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและคนในวิชาชีพ ก่อนจัดทำกฎหมาย ซึ่งขึ้นอยู่กับว่าผู้จัดทำกฎหมายสามารถอธิบายได้ว่า เหตุใดจึงต้องมีการออกใบอนุญาตประกอบวิชาชีพสื่อฯ แต่โดยส่วนตัวเชื่อว่าไม่ใช่การครอบงำสื่อ เพราะการออกใบอนุญาตเป็นการตรวจสอบความถูกต้องแต่ก็ต้องมีการตรวจสอบระยะยาวว่าจะเป็น 3 ปี หรือ 5 ปี และเมื่อมีการต่อใบอนุญาตก็ต้องมีการพิจารณาการกระทำที่ผ่านมาทั้งผู้ต่อใบอนุญาตและต้นสังกัดประกอบด้วย ดังนั้นในรัฐธรรมนูญ เขียนว่า หากไม่จำเป็นก็ไม่ควรมีระบบใบอนุญาต
สำหรับข้อสงสัยว่าอาชีพสื่อสารมวลชนควรมีใบอนุญาตหรือไม่ นายมีชัย กล่าวว่า ไม่สามารถตอบได้เพราะยังไม่เห็นรายละเอียดของร่างกฎหมาย แต่ส่วนตัวมองว่าสื่อสารมวลชนก็มีสมาคม ดังนั้นสื่อมวลชนก็ควรรวมตัวกันเพื่อชี้แจงเหตุผลว่าทำไมถึงไม่ควรมีใบอนุญาต
สำหรับองค์ประกอบของกรรมการในสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ นายมีชัย กล่าวเพิ่มเติมว่า การให้มีสัดส่วนจากภาครัฐแค่ 2 คน คือ ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม และ ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี จากจำนวนกรรมการทั้งหมด 15 คน คงไม่ใช่เรื่องที่น่ากังวลสำหรับสื่อมวลชน เพราะตัวแทนของภาครัฐถือว่าเป็นเสียงข้างน้อยในสภาวิชาชีพ ถ้าหากสื่อจับมือรวมเสียงกันก็คงโหวตชนะอยู่แล้ว แต่สาเหตุหลักของการมีคนของรัฐเข้ามาอยู่ด้วยก็เพื่อจะไม่ให้คนในวิชาชีพกีดกันกันเอง หรือ ไม่ออกใบอนุญาตให้กับผู้ประกอบอาชีพรุ่นน้อง แต่อย่างไรก็ตามก็ต้องมาดูว่ามีความจำเป็นหรือไม่ที่จะต้องมีสภาวิชาชีพขึ้นมา
สำหรับ ร่าง พ.ร.บ.การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรม และมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน มีข้อที่ถูกท้วงติงหลายข้อ ทั้ง มาตรา 3 นิยามคำว่าสื่อมวลชน ที่รวมไปถึงผู้ผลิตเนื้อหาในออนไลน์ / มาตรา 30 การขึ้นทะเบียนสื่อมวลชนกับองค์กรใหม่ ที่เรียกว่า สภาวิชาชีพสื่อมวลชน / มาตรา 57 การกำหนดมาตรฐานกลางการนำเสนอเนื้อหาที่กินความหมายตีความได้กว้าง / และมาตรา 91-92 ที่กำหนดโทษผู้ที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนสื่อมวลชน แต่มาทำหน้าที่เป็นสื่อมวลชนให้มีโทษจำคุก 3 ปี ปรับ 6 หมื่นบาท รวมทั้งองค์กรต้นสังกัดมีโทษด้วย