สื่อมวลชนจำนวนมากพร้อมใจกันเปลี่ยนภาพโปรไฟล์ในเฟซบุ๊ก เป็นข้อความ “หยุดตีทะเบียนสื่อ ครอบงำประชาชน” เพื่อแสดงจุดยืนคัดค้านร่างพระราชบัญญัติการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรม และมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน ซึ่งสื่อมวลชนศึกษาร่างกฎหมายนี้แล้ว เห็นว่า มีเนื้อหาในเชิงการควบคุมและปิดกั้นเสรีภาพในการเสนอข่าวสาร จึงมองว่า เป็น “กฎหมายคุมคุมสื่อ” มากกว่า การส่งเสริม แก้ปัญหาจริยธรรม ความเคลื่อนไหวในโลกออนไลน์ ของสื่อทมวลชนไทยจำนวนมากวันนี้ เกิดขึ้นหลัง สปท.เลื่อนกำหนดรับรายงานร่างกฎหมายจากวันที่ 9 พฤษภาคม มาเป็น วันที่ 1 พฤษภาคม
ในมาตรา 3 ของร่างกฎหมายนี้ ยังให้คำนิยาม “สื่อมวลชน” ครอบคลุมไปถึงผู้นำเสนอเนื้อหาในโลกออนไลน์ ที่มีรายได้จากการนำเสนอ ทำให้ผู้ผลิตเนื้อหาในสื่ออนไลน์ ที่ไม่ใช่สื่อมวลชน จะต้องถูกบังคับให้ไปขึ้นทะเบียนเป็น สื่อ ด้วย
นายปรเมศวร์ มินศิริ ผู้บริหารเว็บไซต์กระปุกดอทคอม เป็นอีกหนึ่งคนที่ออกมาเคลื่อนไหว เพราะมองว่า โลกยุคปัจจุบัน ใครก็สามารถเป็นสื่อพลเมืองได้ การที่กฎหมายให้คำนิยามคำว่า สื่อมวลชน ไว้กว้างเกินไป อาจทำให้ประชาชนไม่กล้านำเสนอเรื่องที่เป็นปัญหาและต้องการแก้ไข และยังอาจขัดรัฐธรรมนูญ
ขณะที่ นพ.วิทวัส ศิริประชัย หรือที่รู้จักในโลกออนไลน์ ชื่อ จ่าพิชิต ขจัดพาลชน แอดมินเพจ drama-addict มองว่า เพจเฟชบุ๊กต่างๆที่แอดมินเพจไม่ได้เปิดเผยตัวตน คงไม่สนใจเรื่องการจัดระเบียบสื่อมวลชน เพราะเห็นว่าการออกกฎหมายควบคุมสื่อไม่กระทบกับพวกเขา เพราะแม้จะตีความคำว่า สื่อมวลชนอย่างกว้างและมีข้อกำหนดให้สื่อมวลชนทุกคนต้องขึ้นทะเบียน แต่แอดมินเพจเหล่านี้ก็คงจะไม่ทำตาม เพราะ เพจเหล่านั้นถือเป็นเพจที่ไม่ต้องการเปิดเผยตัวตน
เจ้าของนามปากกา “จ่าพิชิต” เห็นว่า สื่อมวลชน ต้องมีกลไกบางอย่างมาควบคุม เพราะมีหลายกรณีที่ไม่สามารถควบคุมกันเองได้ โดยเฉพาะการ Live Facebook ข่าวโดยขาดการกลั่นกรอง เช่น กรณีอาจารย์ชื่อดังยิงตัวเองเสียชีวิต หรือ กรณีล่าสุดที่ พ่อถ่ายคลิปแขวนคอลูกสาววัย 11 เดือน
แต่รูปแบบการควบคุมสื่อ ตามที่เขียนไว้ในร่างกฎหมายนี้ จ่าพิชิต มองว่า ไม่ใช่ทางออกที่ดี เพราะโครงสร้างของคณะกรรมการสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ มีตัวแทนของภาครัฐเข้ามาร่วมด้วย ซึ่งอาจส่งผลต่อประเด็นการนำเสนอข่าวที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ โดยเฉพาะการตรวจสอบการทำงานของหน่วยงานรัฐ อาจทำให้สื่อที่พยายามทำข่าวที่ดี เสี่ยงถูกเพิกถอนใบอนุญาตไปด้วย และเท่ากับเป็นการทำลายกลไกการตรวจสอบ ดังนั้น จ่าพิชิต มองว่า หากร่างกฎหมายนี้ประกาศใช้ จะส่งผลกับการรับรู้ข่าวสารของประชาชน ซึ่งถือเป็นผลเสียในภาพรวม
จ่าพิชิตยังเสนอโมเดลการควบคุมดูแลสื่อมวลชน ว่า อาจยึดตามโมเดลของแพทยสภา หรือ สภาวิศวกร ซึ่งมีระเบียบข้อบังคับและบทลงโทษชัดเจน เพราะ ปัญหาที่ผ่านมาของสื่อมวลชน คือ สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ และ สภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย ไม่มีอำนาจในการลงโทษเมื่อพบว่ามีสื่อมวลชนกระทำผิด