สื่อมวลชนแสดงพลัง พร้อมใจเปลี่ยนรูปโปรไฟล์ ต้านกฎหมายคุมสื่อ

โดย PPTV Online

เผยแพร่

ตั้งแต่เวลา 10.00 น.ของวันนี้ หลายท่านอาจจะเห็นความคลื่อนไหวสำคัญบนโลกออนไลน์ เมื่อสื่อมวลชนไทยหลายร้อยคน พร้อมใจกันเปลี่ยนรูปโปรไฟล์ในเฟซบุ๊ก เป็นรูปที่มีข้อความรณรงค์ ต้านกฎหมาย ที่พวกเขาเรียกว่า “กฎหมายคุมสื่อ” หลังสภาขับเคลื่อนการปฏิรูประเทศ หรือ สปท.เตรียมเลื่อนพิจารณาร่างกฎหมายนี้เร็วขึ้น โดยองค์กรสื่อมองว่า กฎหมายนี้ ควบคุมการทำงานของสื่อมวลชนทั้งทีวี วิทยุ หนังสือพิมพ์และสื่อออนไลน์  ล่าสุดแอดมินเพจเฟซบุ๊ก มองว่า สื่อมวลชนควรมีมาตรฐานการทำงาน แต่ต้องไม่ใช่การให้ภาครัฐเข้าไปควบคุม ขณะที่

สื่อมวลชนจำนวนมากพร้อมใจกันเปลี่ยนภาพโปรไฟล์ในเฟซบุ๊ก เป็นข้อความ “หยุดตีทะเบียนสื่อ ครอบงำประชาชน” เพื่อแสดงจุดยืนคัดค้านร่างพระราชบัญญัติการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรม และมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน ซึ่งสื่อมวลชนศึกษาร่างกฎหมายนี้แล้ว เห็นว่า มีเนื้อหาในเชิงการควบคุมและปิดกั้นเสรีภาพในการเสนอข่าวสาร จึงมองว่า เป็น “กฎหมายคุมคุมสื่อ” มากกว่า การส่งเสริม แก้ปัญหาจริยธรรม ความเคลื่อนไหวในโลกออนไลน์ ของสื่อทมวลชนไทยจำนวนมากวันนี้ เกิดขึ้นหลัง สปท.เลื่อนกำหนดรับรายงานร่างกฎหมายจากวันที่ 9 พฤษภาคม มาเป็น วันที่ 1 พฤษภาคม

ในมาตรา 3 ของร่างกฎหมายนี้ ยังให้คำนิยาม “สื่อมวลชน” ครอบคลุมไปถึงผู้นำเสนอเนื้อหาในโลกออนไลน์ ที่มีรายได้จากการนำเสนอ ทำให้ผู้ผลิตเนื้อหาในสื่ออนไลน์ ที่ไม่ใช่สื่อมวลชน จะต้องถูกบังคับให้ไปขึ้นทะเบียนเป็น สื่อ ด้วย

นายปรเมศวร์ มินศิริ ผู้บริหารเว็บไซต์กระปุกดอทคอม เป็นอีกหนึ่งคนที่ออกมาเคลื่อนไหว เพราะมองว่า โลกยุคปัจจุบัน ใครก็สามารถเป็นสื่อพลเมืองได้ การที่กฎหมายให้คำนิยามคำว่า สื่อมวลชน ไว้กว้างเกินไป อาจทำให้ประชาชนไม่กล้านำเสนอเรื่องที่เป็นปัญหาและต้องการแก้ไข และยังอาจขัดรัฐธรรมนูญ

ขณะที่ นพ.วิทวัส ศิริประชัย หรือที่รู้จักในโลกออนไลน์ ชื่อ จ่าพิชิต ขจัดพาลชน แอดมินเพจ drama-addict มองว่า เพจเฟชบุ๊กต่างๆที่แอดมินเพจไม่ได้เปิดเผยตัวตน คงไม่สนใจเรื่องการจัดระเบียบสื่อมวลชน  เพราะเห็นว่าการออกกฎหมายควบคุมสื่อไม่กระทบกับพวกเขา เพราะแม้จะตีความคำว่า สื่อมวลชนอย่างกว้างและมีข้อกำหนดให้สื่อมวลชนทุกคนต้องขึ้นทะเบียน แต่แอดมินเพจเหล่านี้ก็คงจะไม่ทำตาม เพราะ เพจเหล่านั้นถือเป็นเพจที่ไม่ต้องการเปิดเผยตัวตน

เจ้าของนามปากกา “จ่าพิชิต” เห็นว่า สื่อมวลชน ต้องมีกลไกบางอย่างมาควบคุม เพราะมีหลายกรณีที่ไม่สามารถควบคุมกันเองได้ โดยเฉพาะการ Live Facebook  ข่าวโดยขาดการกลั่นกรอง เช่น กรณีอาจารย์ชื่อดังยิงตัวเองเสียชีวิต หรือ กรณีล่าสุดที่ พ่อถ่ายคลิปแขวนคอลูกสาววัย 11 เดือน 

แต่รูปแบบการควบคุมสื่อ ตามที่เขียนไว้ในร่างกฎหมายนี้ จ่าพิชิต มองว่า ไม่ใช่ทางออกที่ดี เพราะโครงสร้างของคณะกรรมการสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ มีตัวแทนของภาครัฐเข้ามาร่วมด้วย ซึ่งอาจส่งผลต่อประเด็นการนำเสนอข่าวที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ โดยเฉพาะการตรวจสอบการทำงานของหน่วยงานรัฐ อาจทำให้สื่อที่พยายามทำข่าวที่ดี เสี่ยงถูกเพิกถอนใบอนุญาตไปด้วย และเท่ากับเป็นการทำลายกลไกการตรวจสอบ  ดังนั้น จ่าพิชิต มองว่า หากร่างกฎหมายนี้ประกาศใช้ จะส่งผลกับการรับรู้ข่าวสารของประชาชน ซึ่งถือเป็นผลเสียในภาพรวม

จ่าพิชิตยังเสนอโมเดลการควบคุมดูแลสื่อมวลชน ว่า อาจยึดตามโมเดลของแพทยสภา หรือ สภาวิศวกร ซึ่งมีระเบียบข้อบังคับและบทลงโทษชัดเจน เพราะ ปัญหาที่ผ่านมาของสื่อมวลชน คือ สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ และ สภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย ไม่มีอำนาจในการลงโทษเมื่อพบว่ามีสื่อมวลชนกระทำผิด

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ