ทีมข่าวพีพีทีวีไปสอบถามความคืบหน้าคดีนี้ กับอัยการจังหวัดนครราชสีมา เพื่อขอคำยืนยันว่า “อัยการสั่งไม่ฟ้อง” ตามที่หญิงปีนเสาวิทยุเข้าใจหรือไม่ จนได้รับคำยืนยันว่ามีการสั่งไม่ฟ้องจริง แต่ยังไม่สามารถอธิบายเหตุผลได้ เพราะคำสั่งยังไม่เด็ดขาด และต้องรอท่าทีของพนักงานสอบสวนเข้าของคดี ว่าจะเห็นตามอัยการ หรือจะเห็นแย้ง
เมื่อยังไม่ทราบเหตุผล ทีมข่าวจึงไปที่ตำรวจภูธรภาค 3 แต่เมื่อพยายามติดต่อขอสำนวนคดี เจ้าหน้าที่พาทีมข่าวเดินไปตามห้องต่างๆ เพื่อประสานบุคคลที่เกี่ยวข้องกับคดี และสุดท้ายได้รับการชี้แจงว่า ทุกคนที่เกี่ยวข้อง “ติดภารกิจ” จึงลงเอยว่า ไม่ได้ข้อมูลอย่างเป็นทางการ
แต่ระหว่างการติดต่อ มีเจ้าหน้าที่หญิงคนหนึ่ง มาติดต่อขอสำเนาของสำนวนคดีนี้ออกไป ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลที่เราทราบมาว่า พนักงานสอบสวนเจ้าของคดี ได้ให้ความเห็นต่อคำสั่งไม่ฟ้องของอัยการ ส่งมาที่ตำรวจภูธรทร ภาค 3 แล้ว ตั้งแต่วันศุกร์ที่ผ่านมา โดยมีข้อมูลเชิงลึกว่า พนักงานสอบสวน อาจจะลงความเห็นแย้งกับอัยการ เพื่อยืนยันให้ส่งฟ้องดาบตำรวจที่ถูกกล่าวหา แต่การจะแย้งอัยการ จะต้องมีพยานหลักฐานใหม่ไปประกอบสำนวน
คดีนี้เริ่มเข้าสู่กระบวนการเมื่อกลางเดือนกันยายน 2559 ถ้านับเวลาไปจนถึงวันที่อัยการได้รับสำนวนคดี คือวันที่ 9 ก.พ. 60 หมายความว่าคดีนี้ตำรวจใช้เวลาทำสำนวนไม่ถึง 6 เดือน ซึ่งต่างจากที่ถูกกล่าวหาว่าใช้เวลาทำคดีนานนับปี และอัยการมีความเห็นสั่งไม่ฟ้องตั้งแต่ 29 มี.ค.60
หากดูข้อหาที่ ดาบตำรวจรายนี้ถูกฟ้องคือ กระทำอนาจารแก่เด็กโดยใช้กำลังประทุษร้าย กระทำชำเราเด็กอายุไม่เกิน 15ปี โดยใช้กำลังประทุษร้ายและพรากผู้เยาว์ ทีมข่าวได้ข้อมูลในทางลับว่า อัยการผู้พิจารณาสำนวน มีสาเหตุที่สั่งไม่ฟ้อง 2 ข้อ คือ ใบรับรองแพทย์ไม่ระบุว่าเด็กหญิงวัย 14 ปีถูกข่มขืนตามข้อกล่าวหา และยังมองถึงความสัมพันธ์ของหญิงที่ปีนเสาวิทยุกับดาบตำรวจ เป็นปัจจัยในการพิจารณาด้วย และยังเป็นไปได้ว่า สำนักงานอัยการสูงสุด ได้รับรายงานรายละเอียดของคดีแล้ว อยู่ระหว่างการพิจารณาว่าจำเป็นต้องชี้แจงต่อสังคมหรือไม่ เพราะการปีนเสาไฟฟ้าของหญิงรายนี้ อาจส่งผลต่อความน่าเชื่อถือขององค์กร