ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ เปิดเผยว่าการใช้จ่ายภาคครัวเรือนในประเทศมีการปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะในเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา มีการใช้จ่ายสูงถึง 5.8 แสนล้านบาท ทำให้สามารถจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มได้ถึง 40,100 ล้านบาท สูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ โดยคาดว่ามาจาก 3 ปัจจัย คือ การเปิดโรงงานใหม่เพิ่มขึ้นทำให้มีการจ้างงานเพิ่มขึ้นด้วย ราคาน้ำมันที่ปรับลดลง และเงินกระตุ้นเศรษฐกิจปีงบประมาณปี 58 ถึงมือกับประชาชนที่มีรายได้ในช่วงเดือนที่ผ่านมา
ทั้งนี้ หวังว่าในช่วงเดือน ก.พ. - มี.ค. ภาครัฐจะสามารถจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มได้ที่ 3.8 - 3.9 หมื่นล้านบาท ซึ่งจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจ และจะส่งผลต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจในปีนี้เติบโตได้ถึงร้อยละ 4
อย่างไรก็ตาม การส่งออกยังเป็นปัญหาที่หนักใจ เนื่องจากประเทศคู่ค้ารายใหญ่ทั้งสหรัฐฯ จีน ญี่ปุ่น และยุโรป มีการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะจีนการเติบโตทางเศรษฐกิจก็ลดลง ส่งผลให้การส่งออกไทยต้องได้รับผลกระทบ แต่ขณะนี้ได้พยายามขยายตลาดใหม่ส่งออก คือ การค้าตามแนวชายแดน และเชื่อมั่นว่ากระทรวงพาณิชย์จะทำงานอย่างเต็มที่ เพื่อผลักดันการส่งออกให้เติบโตได้ร้อยละ 4 ตามที่วางเป้าหมายไว้