ย้อนความสักนิด เมื่อวันที่ 24 เม.ย.60 คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ได้พิจารณาในการประชุมนัดพิเศษ ครั้งที่ 2/2560 และเห็นสมควรกำหนดให้
“การให้บริการกระจายเสียงหรือบริการโทรทัศน์ผ่านโครงข่ายอื่นที่ไม่ใช่โครงข่ายกระจายเสียงหรือโทรทัศน์ (Over The Top) เป็นกิจการกระจายเสียงหรือกิจการโทรทัศน์”
พันเอก ดร.นที ศุกลรัตน์ ประธานกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) อธิบายว่า ประกาศ กสทช. เรื่อง กำหนดลักษณะและประเภทของกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ ได้แบ่งลักษณะและประเภทของกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ออกเป็น 4 ส่วน คือ 1.การให้บริการโครงข่าย 2.การให้บริการสิ่งอำนวยความสะดวก 3.การให้บริการกระจายเสียงหรือโทรทัศน์ (กิจการที่ใช้คลื่นความถี่/กิจการที่ไม่ใช้คลื่นความถี่) 4.การให้บริการแบบประยุกต์
สำหรับ OTT เข้าข่ายอยู่ในส่วนที่ 3 คือ เป็นการให้บริการกระจายเสียงหรือโทรทัศน์ ในกิจการที่ไม่ใช้คลื่นความถี่ ซึ่งให้บริการผ่านดาวเทียม เคเบิล และ IPTV
ปัจจุบันกิจการที่ไม่ใช้คลื่นความถี่ กสทช.แบ่งออกเป็น 4 รูปแบบ ได้แก่
1.บริการ (Sevice) จากข้อมูลเมื่อวันที่ 25 พ.ค.60 กสทช.ได้ออกใบอนุญาตบริการโทรทัศน์ฯ ไปแล้วจำนวน 589 ใบอนุญาต
2.โครงข่าย (Network) แบ่งออกเป็น 2 กรณี คือ 2.1โครงข่ายสำหรับกิจการกระจายเสียงและโทรทัศน์โดยเฉพาะ และ 2.2 โครงข่ายสนับสนุนอื่นๆ เช่น ดาวเทียม ซึ่ง กสทช.ออกใบอนุญาตบริการโครงข่ายโทรทัศน์ ไปแล้วจำนวน 415 ใบอนุญาต
3.สิ่งอำนวยความาสะดวก (Facility) การใช้ร่วมกัน เช่น เสา สายอากาศ กสทช.ออกใบอนุญาตบริการโครงข่ายสิ่งอำนวยความสะดวกโทรทัศน์ฯ แล้วจำนวน 7 ใบอนุญาต
4.บริการประยุกต์ (Application) หรือ แอพพลิเคชั่น กสทช.ยังไม่เคยออกใบอนุญาต
ย้อนกลับมาเรื่อง ยูทูปเบอร์-เน็ตไอดอล แบบไหนเข้าข่าย OTT ประเด็นนี้ พันเอก ดร.นที กล่าวว่า นอกจาก OTT จะครอบคลุมถึงผู้ที่ทำหน้าที่รวบรวมเนื้อหา (คอนเท้นท์) เช่น Line TV , Netflix, Hulu, MonoMaxxx และ Holly Wood HDTV ที่ให้ผู้ติดตามหรือผู้ชมสามารถเลือกรับชมได้ในเวลาที่ต้องการแล้ว กลุ่มผู้ใช้งาน (User Generated Content) ในแพลตฟอร์มของสื่อโซเชียลมีเดีย เช่น เฟซบุ๊ก อินสตาแกรม ทวิตเตอร์ และยูทูป ที่ใช้ระบบเชื่อมโยงไปยังกลุ่มผู้ติดตามผ่านทางผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต (ISP) ที่มีผู้ติดตามเป็นจำนวนมาก ย้ำ! ว่ามีผู้ติดตามเป็นจำนวนมากในหลักล้านคนก็เข้าข่ายที่จะกลายเป็นผู้ประกอบการและผู้ผลิตเนื้อหาเพื่อเผยแพร่ ตาม พ.ร.บ.การประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ. 2551 และพ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2553
พันเอก ดร.นที กล่าวว่า เบื้องต้นยังไม่ได้กำหนดว่า ยูทูปเบอร์ และเน็ตไอดอลในเฟซบุ๊ก ที่มีผู้ติดตามจำนวนเท่าไหร่ถึงจะเข้าข่ายเป็นผู้ประกอบกิจการตาม OTT แต่ในวันที่ 6-7 มิ.ย.นี้ ได้เชิญผู้ใช้บริการและผู้เผยแพร่เนื้อหาในยูทูปและเฟซบุ๊กที่มีผู้ติดตามตั้งแต่ 1 ล้านคนขึ้นไปมาหารือร่วมกัน เช่น สรยุทธ สุทัศนะจินดา, สุทธิชัย หยุ่น, วู้ดดี้, เพจวีอาร์โซ (vrzo), เพจยูไลค์ (you like) คาดว่าจะมีประมาณ 50-100 คน
“ผู้ใช้งานแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย เช่น เฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ ยูทูป และอินสตาแกรม ทุกคนไม่ต้องเข้ามาอยู่ใน OTT โดยมีหลักเกณฑ์พิจารณาจากจำนวนผู้ติดตาม (Follower) ที่ต้องมีจำนวนมาก เพราะหมายความว่าทุกครั้งที่มีการนำเสนอเนื้อหาออกไปผู้ที่ติดตามจะได้เห็นเป็นประจำ โดยเกณฑ์การพิจารณานี้จะไม่ดูจากยอดวิว (View) เพราะเรื่องที่นำเสนออาจได้รับความสนใจเป็นครั้งคราว เช่น อุบัติเหตุที่มีคนเข้ามาดูเยอะ”
ส่วนผู้ใช้บริการยูทูปและเฟซบุ๊กที่จะเปลี่ยนเป็นผู้ประกอบการ ต้องมีผู้ติดตาม (Follower) จำนวนเท่าไหร่? จะได้ข้อสรุปภายในเดือน มิ.ย.นี้
สำหรับคำถามที่ว่า ผู้ประกอบการวิทยุโทรทัศน์และวิทยุกระจายเสียงทั้งแบบใช้คลื่นความถี่และไม่ใช้คลื่นความถี่ เช่น ผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลที่มีช่องรายการและเวลาในการนำเสนอรายการทางทีวี รวมทั้งมีช่องทางให้ดูย้อนหลังทางยูทูป กรณีนี้เข้าข่าย OTT หรือไม่ หรือต้องพิจารณาหลักเกณฑ์จากจำนวนผู้ติดตาม พันเอก ดร.นที กล่าวว่า ยังอยู่ในขั้นตอนพิจารณาว่าจะให้เข้ามาอยู่ใน OTT โดยอัตโนมัติหรือไม่ และจะเข้ามาอยู่ใน OTT โดยไม่ต้องพิจารณาจากหลักเกณฑ์จำนวนผู้ติดตามหรือไม่
ข้อดี-ข้อเสีย เมื่อมาอยู่ใน OTT
พันเอก ดร.นที กล่าวว่า ข้อดี การเข้ามาอยู่ใน OTT ของผู้ประกอบการ และผู้ใช้งานยูทูปและเฟซบุ๊กที่เข้าข่ายเป็นผู้ประกอบการ คือ เมื่อถูกร้องเรียน ก็จะเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของ กสทช. ตามกฎระเบียบของ พ.ร.บ.การประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ. 2551 และพ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2553 รวมทั้ง พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2560
ซึ่งมีขั้นตอน คือ ตักเตือน-ปรับ-พักใช้ใบอนุญาต-เพิกถอนใบอนุญาต
ส่วน ข้อเสีย ของการไม่เข้ามาอยู่ใน OTT คือ กสทช.สามารถสั่งระงับออกอากาศได้ทันทีตั้งแต่มีผู้ร้องเรียน เนื่องจากถือว่าเป็นผู้ประกอบการโดยไม่ได้รับใบอนุญาต
ขณะที่ ผู้ใช้งานยูทูป อินสตาแกรม ทวิตเตอร์ และเฟซบุ๊ก ที่ไม่ได้เป็นผู้ประกอบการตาม OTT ก็จะมี พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2560 ควบคุมดูแล
ทั้งนี้ ตามแผนกำหนดการ กสทช.จะได้กรอบปฏิบัติเกี่ยวกับ OTT ในเดือน มิ.ย.60 และให้ผู้ที่เข้าข่าย OTT ปฏิบัติตามในเดือน ก.ค.60 โดยคาดว่าจะเห็นผลการดำเนินงานเรื่อง OTT ในเดือน ส.ค.60
สรุป ทำไม OTT ถึงเป็นกิจการกระจายเสียงหรือกิจการโทรทัศน์