หลังจากที่เมื่อวันที่ 5 ส.ค. 2569 ที่ผ่านมา ประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เลื่อนการประชุมเนื่องจากองค์ประชุมไม่ครบทำให้ไม่สามารถเดินหน้าประชุมได้ ล่าสุดวันนี้ 6 ส.ค. 2569 เวลา 09.30 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่าได้มีการนัดประชุมอีกครั้ง ซึ่งมีวาระเร่งด่วนที่ต้องเร่งพิจารณาจำนวน 34 วาระ จากวาระที่เสนอบรรจุทั้งหมดจำนวน 99 วาระ
ซึ่งเมื่อเริ่มเปิดประชุม 3 กรรมการ กสทช. ประกอบด้วย ศ.ดร.พิรงรอง รามสูต , พลอากาศโท ดร.ธนพันธุ์ หร่ายเจริญ และ นายศุภัช ศุภชลาศัย ได้เดินออกจากห้องประชุม เนื่องจากข้อกังขาในประเด็นคุณสมบัติของประธานที่อาจขัดกับกฎหมายหากเดินหน้าประชุมต่อไป ก่อนที่ประชุมจะรอถึงเวลา 10.00 น. ที่ประชุมยังไม่ครบองค์ประชุม ทำให้ประธานได้มีคำสั่งขอให้บันทึกเหตุการณ์ว่าวันนี้เป็นอย่างไรและทำสรุปผลกระทบว่าวันนี้ที่ประชุมไม่ได้จะมีความเสียหายเกิดขึ้นอย่างไร เนื่องจากองค์ประชุมไม่ครบจึงต้องงดประชุม
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การประชุมคณะกรรมการ กสทช. นี้ถือว่าล่มติดต่อกันเป็นครั้งที่ 3 แล้ว จากเดิม นัดแรกวันที่ 27 ก.ค.2569 ,นัดที่ 2 วันที่ 5 ส.ค. 2569 และล่าสุดวันนี้ 6 ส.ค. 2569 ส่งผลให้ยังคงมีวาระที่ค้างพิจารณาในเรื่องที่เร่งด่วนและโครงการขนาดใหญ่เป็นจำนวนมาก รวมถึงอนาคตของดิจิทัลทีวี ที่ยังไม่มีการหยิบยกขึ้นมาหารืออย่างเป็นรูปธรรม แม้ผู้ประกอบการและภาคส่วนที่เกี่ยวข้องเรียกร้องให้ กสทช. เร่งจัดทำแผนแม่บท และโรดแมปการต่ออายุหรือทิศทางของอุตสาหกรรมอย่างชัดเจน เพราะใบอนุญาตประกอบกิจการทีวีดิจิทัลในประเทศไทยจะทยอยหมดอายุลงพร้อมกันในปี พ.ศ. 2572 ก็ตาม
ภายหลังออกจากห้องประชุม ศ.ดร.พิรงรอง ระบุว่า ไม่สามารถร่วมประชุมกับ นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. ได้ เนื่องจากเห็นว่าคณะกรรมการสรรหา กสทช. ได้มีคำวินิจฉัยซึ่งเป็นที่สุดเกี่ยวกับสถานะของประธาน กสทช. แล้ว หากร่วมประชุมหรือร่วมลงมติ อาจทำให้มติไม่ได้รับความคุ้มครองทางกฎหมาย และเสี่ยงต่อความรับผิดทั้งทางอาญาและทางปกครอง
ส่วนกรณีที่ นพ.สรณ ระบุว่าการยุติปฏิบัติหน้าที่อาจเข้าข่ายความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 นั้น ในอดีตเคยมีกรณีของ น.ส.สุภิญญา กลางณรงค์ ที่ยุติปฏิบัติหน้าที่ทันทีภายหลังมีคำพิพากษา แม้จะใช้เวลาถึง 9 เดือนกว่าจะมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้พ้นจากตำแหน่ง แต่ก็ไม่ปรากฏว่ามีปัญหาความผิดตามมาตรา 157 และองค์กรยังสามารถเดินหน้าทำงานต่อได้
นอกจากนี้ ยังยกตัวอย่างว่า ในอดีตเมื่อ นพ.สรณ ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ ไม่ว่าจะเป็นช่วงเข้ารับการผ่าตัด หรือไม่ได้เข้าร่วมประชุม ที่ประชุมสามารถเลือกกรรมการคนอื่นทำหน้าที่ประธานในที่ประชุมแทนได้ ซึ่งรวมถึงการประชุมวาระสำคัญอย่างการควบรวมกิจการ AIS-3BB โดยไม่เกิดปัญหาทางกฎหมาย ส่วนการลงนามในประกาศหรือเอกสารราชการ ศ.ดร.พิรงรอง ระบุว่า ในอดีตสมัย พล.อ.อ.ธเรศ ปุณศรี เป็นประธาน กสทช. คณะกรรมการเคยมีมติมอบหมายให้นายนที ศุกลรัตน์ ลงนามแทนประธานได้ และศาลปกครองก็มีคำวินิจฉัยรับรองว่าการดำเนินการดังกล่าวสามารถทำได้ หากเป็นมติของคณะกรรมการทั้งคณะ
ด้านนายศุภัช ศุภชลาศัย กรรมการ กสทช. ชี้แจงว่า การที่กรรมการบางส่วนไม่ได้เข้าร่วมประชุม ไม่ใช่การ “Walk Out” แต่เป็นการไม่สามารถเข้าปฏิบัติหน้าที่ได้ เพราะเห็นว่าการร่วมประชุมในสถานการณ์ปัจจุบันไม่มีหลักประกันทางกฎหมาย และหากเกิดความเสียหายในภายหลังจะส่งผลกระทบร้ายแรง พร้อมระบุว่า ผู้ที่ไม่ได้เข้าร่วมประชุมไม่ใช่เพียง 3 คน และมีอย่างน้อย 4 คนที่ไม่ได้เข้าร่วมประชุมตั้งแต่ต้น โดยทุกฝ่ายพร้อมกลับไปทำงานทันที หากมีความชัดเจนทางกฎหมาย ไม่ว่าจะมาจากนายกรัฐมนตรีในฐานะผู้รักษาการตามกฎหมาย หรือหน่วยงานที่มีอำนาจ พร้อมย้ำว่าไม่ขัดข้องที่จะปฏิบัติหน้าที่ หากได้รับความชัดเจนดังกล่าว
ขณะที่ พล.อ.ท.ดร.ธนพันธุ์ หร่ายเจริญ กรรมการ กสทช. เปิดเผยว่า ได้ทำหนังสือถึงสำนักงาน กสทช. ขอให้การจัดประชุมเป็นไปอย่างสอดคล้องกับข้อกฎหมาย และก่อนหน้านี้ได้พยายามเสนอให้กรรมการทั้ง 7 คน หารือร่วมกันเพื่อหาข้อยุติ แต่ นพ.สรณ ไม่เปิดโอกาสให้มีการหารือในประเด็นดังกล่าว หากมีการประชุมและลงมติร่วมกันตั้งแต่ต้น ตนก็พร้อมน้อมรับมติของ กสทช. ในฐานะองค์กรอิสระ แต่เมื่อไม่มีการหารือ จึงยังยืนยันจุดยืนว่าจะไม่สามารถร่วมปฏิบัติหน้าที่กับประธาน กสทช. ได้ ตราบใดที่สถานะทางกฎหมายยังไม่ได้ข้อยุติ พร้อมย้ำว่าพร้อมทำงานทั้งในรูปแบบกรรมการ 6 คน หรือ 7 คน หากมีมติที่ชัดเจนและถูกต้องตามกฎหมาย
ศ.ดร.พิรงรอง เปิดเผยเพิ่มเติมว่า มีหนังสือจากหลายภาคส่วน อาทิ สภาองค์กรของผู้บริโภค และสมาคมทีวีดิจิทัล ขอให้ กสทช. สร้างความชัดเจนเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของประธาน กสทช. พร้อมอ้างถึงบทบัญญัติมาตรา 23 เรื่องผู้มีส่วนได้เสีย และเสนอให้กรรมการที่เหลือ 6 คน เลือกประธานในที่ประชุมเพื่อให้การทำงานเดินหน้าต่อได้ เนื่องจากปัจจุบันมีหลายวาระสำคัญที่ค้างการพิจารณา ทั้งแผนโรดแมปทีวีดิจิทัล การกำกับดูแลแพลตฟอร์ม OTT และการกำหนดให้สมาร์ตทีวีแสดงช่องทีวีดิจิทัลบนหน้าแรก ซึ่งส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมและผู้บริโภค ซึ่งหากจะมีการทำหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีเพื่อหาทางออก ควรเป็นการดำเนินการร่วมกันของกรรมการทั้งหมด ไม่ใช่เฉพาะกรรมการบางส่วน พร้อมย้ำว่าทุกฝ่ายควรมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ
สำหรับกรณีที่มีข้อเสนอให้ นพ.สรณ เว้นการปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราว ศ.ดร.พิรงรอง ระบุว่า เป็นเรื่องของข้อกฎหมายและอำนาจตามกฎหมาย ไม่ใช่สิ่งที่กรรมการ กสทช. จะมีอำนาจสั่งการได้ พร้อมย้ำว่า ตัวอย่างที่ยกขึ้นมาเป็นเพียงกรณีศึกษาในอดีต เพื่อแสดงให้เห็นว่าการยุติปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราวไม่ได้นำไปสู่ความผิดตามมาตรา 157 และทำให้องค์กรสามารถเดินหน้าต่อได้
พล.อ.ท.ดร.ธนพันธุ์ กล่าวว่า จุดยืนของตนเกิดจากคำแนะนำของที่ปรึกษากฎหมาย ซึ่งเห็นว่าไม่สามารถเข้าร่วมประชุมกับบุคคลที่มีปัญหาเรื่องสถานะทางกฎหมายได้ เพราะอาจทำให้ผู้ร่วมประชุมต้องรับผิดร่วม และส่งผลกระทบต่อความชอบด้วยกฎหมายของมติที่ออกมา หาก กสทช. ไม่สามารถหาข้อยุติร่วมกันได้ ก็อาจต้องรอข้อยุติจากหน่วยงานที่มีอำนาจภายนอก
ด้าน ศ.ดร.พิรงรอง ชี้แจงเพิ่มเติมว่า ตามมาตรา 19 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง มติที่เกิดขึ้นก่อนมีคำวินิจฉัยหรือคำพิพากษาถึงที่สุด ยังได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย แต่เมื่อมีการรับทราบคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาเป็นทางการแล้ว ความคุ้มครองดังกล่าวย่อมสิ้นสุด จึงไม่สามารถอ้างว่าไม่ทราบข้อเท็จจริงได้
เมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามว่า เมื่อวานนี้ทาง นพ.สรณ ได้วิงวอนให้ทั้ง 3 คน เข้าร่วมประชุม ซึ่งขณะนี้ทั้งสองฝ่ายต่างเรียกร้องให้กันและกันเป็นฝ่ายถอย จนสถานการณ์เข้าสู่ภาวะ “ทางตัน” พล.อ.ท.ดร.ธนพันธุ์ ระบุว่า ที่ผ่านมาได้พยายามวิงวอน นพ.สรณ ว่าให้ร่วมพิจารณานอกรอบกันก่อนเข้าประชุมตั้งแต่แรก รวมถึงได้ทำหนังสืออย่างเป็นทางการถึงสำนักงาน กสทช. เพื่อขอให้พิจารณาประเด็นสถานะทางกฎหมายของประธาน กสทช. ก่อนจัดการประชุม แต่ไม่ได้รับการตอบสนอง จึงทำให้ไม่สามารถหาข้อยุติร่วมกันได้ และยังคงยืนยันจุดยืนเดิมว่าจะไม่สามารถเข้าร่วมประชุมได้ จนกว่าจะมีความชัดเจนทางกฎหมาย
ส่วนแนวคิดการทำหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีนั้น ทั้ง ศ.ดร.พิรงรอง และ พล.อ.ท.ดร.ธนพันธุ์ ยอมรับว่าอยู่ระหว่างการหารือ เพราะมีทั้งมุมมองที่เห็นว่า กสทช. เป็นองค์กรอิสระ ไม่ควรให้ฝ่ายบริหารเข้ามาเกี่ยวข้อง และอีกมุมหนึ่งเห็นว่านายกรัฐมนตรีมีสถานะเป็นผู้รักษาการตามกฎหมาย จึงต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ และอยากให้กรรมการทุกคนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ
นพ.สรณ แถลงข่าวภายหลังการประชุมคณะกรรมการ กสทช. ล่มติดต่อกันเป็นครั้งที่ 3 ว่าการประชุมวันนี้คณะกรรมการที่เข้าร่วมประชุม มีทั้งหมด 3 คนที่เดินทางมา ส่วนอีก 2 คน ประชุมออนไลน์ โดยคณะกรรมการ 3 คน ได้เข้ามาในห้องประชุมก็ต่างทักทายกันดี ก่อนที่เริ่มประชุมก็เดินออก ทั้งที่ก็น่าจะประชุมได้ ซึ่งการประชุมมีวาระเร่งด่วนทั้งหมด 34 วาระ ยืนยันว่าทุกอย่างเป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด เรามีระเบียบข้อบังคับที่ต้องทำตาม และที่ผ่านมาก็ได้ขอความร่วมมือว่าทุกคนจะต้องทำหน้าที่ และตนก็ต้องทำหน้าที่ประธานต่อไป เพราะไม่ได้มีใครสั่งให้ตนหยุดปฏิบัติหน้าที่
เมื่อถามว่ามองอย่างไรหากมีข้อเสนอว่าไม่ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ แต่ขอแค่ไม่เข้าร่วมประชุม นพ.สรณ กล่าวว่า การประชุมก็เป็นการปฏิบัติหน้าที่ และเสียงของตนก็เป็นเสียงหนึ่งไม่ใช่เสียงตัดสิน เพราะฉะนั้นในการพิจารณาอะไรก็ตาม นี่เป็นบทบาทสำคัญ ในฐานะกรรมการ
ส่วนเป็นไปได้หรือไม่ที่จะมีการหารือนอกรอบก่อนการประชุม นพ.สรณ กล่าวว่า การคุยนอกรอบก็เท่ากับการฮั้วกัน ไม่ว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง และถ้ามีการลงมตินั้นมีกฎหมายใดที่บอกให้ประธานหยุดปฏิบัติหน้าที่ เมื่อถามย้ำว่าตอนนี้เป็นเสียงข้างน้อยอยู่ใช่หรือไม่ นพ.สรณ กล่าวว่า ตนไม่ใช่เสียงเดียว
ส่วนจะต้องทำหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีหรือไม่ นพ.สรณ ยอมรับว่า มีความเป็นไปได้ เพื่อขอความเป็นธรรม เพราะตนไม่ได้ทำอะไรผิด ยืนยันตนทำตามมาตรฐาน ตามกฎหมาย และหลักฐานการลาออกจากมหาวิทยาลัยมหิดล ตนก็ได้ส่งให้ประธานวุฒิสภาไปแล้ว ส่วนคำวินิจฉัยที่ระบุว่าให้สละสิทธิ์นั้น จะต้องเกิดก่อนที่นายกรัฐมนตรีทูลเกล้าฯ ซึ่งไม่ใช่อยู่ในระหว่างรอโปรดเกล้าฯ นี่คือความเห็นของกฤษฎีกาตามกฎหมาย ยืนยันตนไม่ได้มีเงื่อนไขแต่เป็นการเรียกร้องความเป็นธรรม ซึ่งตนได้ดำเนินการไปเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว
เมื่อถามว่าส่วนตัวมองว่าใครจะเป็นผู้ปลดล็อกปัญหาการประชุมล่มได้ นพ.สรณ กล่าวว่า เดี๋ยวคงมี และคงพยายามที่จะแก้ไขกันเอง แต่การลงมติให้ประธานหยุดปฏิบัติหน้าที่นั้น ไม่ได้อยู่ในกฎระเบียบข้อบังคับ และตนถือว่าการปฏิบัติหน้าที่ของตนเป็นส่วนหนึ่ง ที่ตนมาอยู่ตรงนี้ ถ้าตนไม่ทำตนก็เป็นตุ๊กตา ที่แค่เซ็นอย่างเดียว ถูกหรือไม่
“ตนเองทำตามสปิริตในวิชาชีพ ทำถูกกฎหมายยังโดนเลย เพราะฉะนั้นคำว่าสปิริตมันเป็นอะไรที่เป็นนามธรรม มันเป็นสิ่งที่บุคคลแต่ละคนที่จะคิด ตนตั้งใจมาปฏิบัติหน้าที่ และทำหน้าที่นี้มา 4 ปีกับ 4 เดือนแล้ว ด้วยความตั้งใจ และก็โดนมรสุมมาตลอดอย่างที่เห็น ที่รู้กัน เพราะฉะนั้นตนถึงเชื่อว่าตนไม่ได้ทำอะไรผิด และเรื่องนี้ก็อยู่ในกระบวนการยุติธรรมแล้ว ก็ขอความร่วมมืออีกที มาประชุมร่วมกัน ไม่มีนอกรอบ ให้เป็นไปตามการประชุม กสทช. พิจารณาวาระต่างๆ เพื่อประโยชน์ของชาติและประชาชน ” นพ.สรณ กล่าว
เมื่อถามว่าเพราะอะไรตลอดการทำงาน 4 ปี 4 เดือนนั้น ถูกมรสุมมาโดยตลอด นพ.สรณ กล่าวว่า ตนไม่รู้เหมือนกัน สื่อต้องไปคิดให้ตน ส่วน 3 กรรมการที่ออกมาบอกว่า หากการประชุมที่มี นพ.สรณ เป็นประธาน มีการลมติ ก็อาจทำให้เสี่ยงที่จะเป็นโมฆะในทางกฎหมาย นพ.สรณ กล่าวว่า ตนเป็นเสียงหนึ่งไม่ได้มีผลโมฆะได้ เสียงตนอาจจะไม่นับ เพราะฉะนั้นมันเป็นส่วนหนึ่ง เมื่อถามย้ำว่าเป็นไปได้หรือไม่หากจะเข้าร่วมประชุมแต่ให้งดออกเสียง นพ.สรณ กล่าวว่า ก็เป็นไปได้ ทุกอย่างเป็นไปได้หมด