ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมคณะกรรมการ กสทช. เช้าวันนี้ ที่สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ซอยสายลม เมื่อเริ่มเปิดประชุม 3 กรรมการ กสทช. ประกอบด้วย ศาสตราจารย์กิตติคุณ ศ.ดร.พิรงรอง รามสูต , พลอากาศโท ดร.ธนพันธุ์ หร่ายเจริญ และนายศุภัช ศุภชลาศัย ได้เดินออกจากห้องประชุม โดยระบุเหตุผลว่ามีบุคคลที่สละสิทธิ์รับตำแหน่งมาร่วมประชุม
ก่อนที่ประชุมจะรอถึงเวลา 10.00 น. ที่ประชุมยังไม่ครบองค์ ประธานจึงได้สั่งเลื่อนการประชุมออกไปเป็นวันที่ 6 ส.ค. 2569
โดยภายหลังจากที่ออกจากห้องประชุม ศ.ดร.พิรงรอง รามสูต กรรมการ กสทช. พร้อมด้วย พล.อ.ท.ดร.ธนพันธุ์ หร่ายเจริญ และนายศุภัช ศุภชลาศัย ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อ โดย ศ.ดร.พิรงรอง ยืนยันว่า ทั้ง 3 คน มีเจตนาชัดเจนที่จะเข้าร่วมประชุม เนื่องจากมีวาระสำคัญและเร่งด่วน ที่ส่งผลกระทบต่อภาคการสื่อสารของประเทศ แต่ไม่สามารถเข้าร่วมได้ เพราะเห็นว่า นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ซึ่งเข้าทำหน้าที่ประธานการประชุม เป็นผู้ที่คณะกรรมการสรรหา กสทช. มีมติวินิจฉัยเป็นที่สุดแล้วว่า “สละสิทธิ์” ในการเข้ารับตำแหน่ง กสทช. จึงไม่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย การประชุมหรือการลงมติใด ๆ ที่มีบุคคลดังกล่าวทำหน้าที่ประธาน จึงมีความเสี่ยงทั้งทางกฎหมายปกครองและกฎหมายอาญา และอาจไม่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย
ศ.ดร.พิรงรอง ยังระบุว่า การที่ นพ.สรณ ยื่นฟ้องต่อศาลปกครอง ขอเพิกถอนมติคณะกรรมการสรรหาเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม พร้อมยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราว เพื่อให้สามารถปฏิบัติหน้าที่ประธาน กสทช. ระหว่างรอคำพิพากษา สะท้อนว่าตัวผู้ฟ้องเองก็รับทราบแล้วว่า ตามมติคณะกรรมการสรรหา ตนไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ประธานได้ มิฉะนั้นคงไม่จำเป็นต้องขอให้ศาลมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว
ด้าน พล.อ.ท.ดร.ธนพันธุ์ เปิดเผยว่า ได้ทำหนังสือถึงรักษาการเลขาธิการ กสทช. แสดงเจตนารมณ์พร้อมเข้าร่วมประชุมกับกรรมการ กสทช. ที่เหลืออีก 6 คน เพื่อให้การทำงานเดินหน้าต่อได้ แต่ไม่สามารถร่วมประชุมกับบุคคลที่เห็นว่าไม่มีอำนาจตามกฎหมาย พร้อมมองว่าเป็นความพยายามขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของกรรมการ กสทช. ที่เหลือ และเตรียมนำบันทึกดังกล่าวเผยแพร่ต่อสาธารณะ ซึ่งก่อนเริ่มประชุม ทั้ง 3 คนระบุว่าได้พยายามขอให้สำนักงาน กสทช. ชี้แจงและหารือเรื่องดังกล่าว แต่ไม่มีการรับฟังหรือชี้แจงใด ๆ และมีการเปิดประชุมทันที
ศ.ดร.พิรงรอง กล่าวถึง ข้อบังคับการประชุม กสทช. ข้อ 26 และมาตรา 20 วรรค 5 ของ พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ ที่กำหนดว่า หากประธานไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ กรรมการสามารถเลือกกรรมการคนหนึ่งทำหน้าที่ประธานในที่ประชุมแทนได้ ซึ่งเป็นแนวทางที่ทั้ง 3 คนต้องการเสนอ เพื่อให้สามารถเดินหน้าประชุมและพิจารณาวาระเร่งด่วนได้โดยไม่ขัดต่อกฎหมาย แต่การที่ยังยืนยันให้ผู้ที่ไม่มีอำนาจทำหน้าที่ประธาน ส่งผลให้กรรมการคนอื่น เช่น ดร.สมภพ ภูริวิกรัยพงศ์ ไม่สามารถร่วมประชุมได้เช่นกัน
ศ.ดร.พิรงรอง ยังเปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม ทั้ง 3 คนได้ทำบันทึกเชิญกรรมการ กสทช. ทั้ง 6 คน มาหารือนอกรอบเพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหา โดยเปิดโอกาสให้กำหนดวันและเวลาได้อย่างยืดหยุ่น แต่มีกรรมการตอบรับเพียงบางส่วน ขณะที่บางรายไม่สามารถเข้าร่วม และบางรายไม่ได้ตอบกลับ จึงยืนยันว่าได้พยายามทุกวิถีทางเพื่อให้เกิดการประชุมที่ถูกต้องตามกฎหมาย
สำหรับทางออกของปัญหา ศ.ดร.พิรงรอง ระบุว่า ตามมาตรา 5 ของ พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ นายกรัฐมนตรีเป็นผู้รักษาการตามกฎหมาย จึงหวังว่าจะเข้ามาคลี่คลายสถานการณ์ เพื่อให้ กสทช. สามารถเดินหน้าปฏิบัติหน้าที่ได้ ไม่ใช่เพียงประเด็นการนำรายชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ เท่านั้น โดยยอมรับว่า กรอบเวลาการแก้ปัญหาไม่ได้ขึ้นอยู่กับกรรมการทั้ง 3 คน แต่ยืนยันว่าพร้อมทำงานตลอดเวลา และหากได้รับความชัดเจนจากนายกรัฐมนตรี ก็พร้อมเดินหน้าประชุมทันที โดยจะยังคงระมัดระวังไม่ดำเนินการใดที่อาจขัดต่อกฎหมาย
เมื่อถูกถามว่าจะเข้าร่วมประชุมในวันถัดไปหรือไม่ พล.อ.ท.ดร.ธนพันธุ์ ระบุว่า กรรมการที่มีอำนาจหน้าที่ก็ต้องมาปฏิบัติหน้าที่ แต่จะสามารถประชุมได้หรือไม่นั้น ต้องประเมินสถานการณ์เป็นรายวัน ขณะที่ ศ.ดร.พิรงรอง ระบุว่า ผู้ที่ไม่มีอำนาจหน้าที่ควรพิจารณาไม่เข้าร่วม เพราะอาจเป็นอุปสรรคต่อการทำงาน และยังตั้งข้อสังเกตว่า การสนับสนุนผู้ที่ไม่มีอำนาจให้ปฏิบัติหน้าที่ อาจเข้าข่ายการขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงาน ซึ่งมีนักกฎหมายหลายรายตั้งข้อสังเกตในประเด็นนี้
ส่วนข้อวิจารณ์ว่าบอร์ด กสทช. ชุดปัจจุบันเป็นบอร์ดที่ทำงานล่าช้าที่สุด ศ.ดร.พิรงรอง ยืนยันว่า ตลอด 3-4 ปีที่ผ่านมาได้ทำงานจำนวนมาก และสามารถนำผลงานมาแสดงได้ แต่หลายเรื่องติดขัดจากกระบวนการประชุมและการกำหนดวาระ ไม่ใช่เพราะกรรมการไม่ทำงาน โดย พล.อ.ท.ดร.ธนพันธุ์ ระบุเสริมว่า ได้ทักท้วงปัญหาวาระค้างพิจารณามาตั้งแต่ 3 ปีก่อน และไม่เคยมีช่วงใดที่วาระค้างสะสมมากและยาวนานเท่าปัจจุบัน
ศ.ดร.พิรงรอง ยังขอให้สื่อมวลชนติดตามผลกระทบที่เกิดขึ้นหลังวันที่ 17 กรกฎาคม ไม่เฉพาะประเด็นการประชุม แต่รวมถึงการลงนามหนังสือราชการ การประกาศ และการส่งร่างประกาศไปประกาศในราชกิจจานุเบกษา โดยตั้งคำถามว่า ภายหลังมติคณะกรรมการสรรหาแล้ว ผู้ใดมีอำนาจลงนามในเอกสารราชการ พร้อมยกตัวอย่างแผนแม่บทกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ ซึ่งอาจได้รับผลกระทบจากปัญหาดังกล่าว
ส่วนกรณีที่มีข้อกังวลว่ามติ กสทช. ที่ผ่านมาจะตกเป็นโมฆะหรือไม่ หากประธานพ้นจากตำแหน่ง ศ.ดร.พิรงรอง อธิบายว่า ตามมาตรา 19 แห่ง พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง มติที่เกิดขึ้นก่อนที่ทุกฝ่ายจะรับทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับคุณสมบัติของผู้ดำรงตำแหน่งยังได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย แต่ภายหลังวันที่ 17 กรกฎาคม ซึ่งกรรมการทุกคนได้รับหนังสือแจ้งมติคณะกรรมการสรรหาแล้ว ความคุ้มครองดังกล่าวจะไม่สามารถนำมาใช้ได้อีก นั่นจึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้กรรมการทั้ง 3 คนไม่สามารถเข้าร่วมประชุมในปัจจุบันได้ เพราะถือว่ารับทราบข้อเท็จจริงตามกฎหมายแล้ว
ขณะที่ นพ.สรณ ก็ได้เปิดเผยกับสื่อว่า การประชุมครั้งนี้เป็นการนัดหมายล่วงหน้า เมื่อเปิดประชุมแล้วรอครบ 30 นาที องค์ประชุมยังไม่ครบ จึงต้องเลื่อนประชุมออกไป พร้อมขอความร่วมมือกรรมการทุกคนเข้าร่วมประชุมในวันพรุ่งนี้ เนื่องจากยังมีวาระสำคัญและเร่งด่วนจำนวนมากที่ต้องพิจารณา
นพ.สรณ ระบุว่า ตามกฎหมายตนยังมีหน้าที่ต้องปฏิบัติในฐานะประธาน กสทช. และไม่สามารถมอบหมายให้ผู้อื่นทำหน้าที่แทนได้ ไม่ว่าจะเป็นการบรรจุวาระหรือการดำเนินการในฐานะประธาน จึงหวังว่ากรรมการทุกคนจะร่วมกันเข้าประชุมเพื่อให้งานเดินหน้าต่อไปได้ ส่วนกรณีที่มีการตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 นพ.สรณ กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่มีใครพูดถึงเรื่องดังกล่าว เพราะสถานการณ์ยังไม่ไปถึงขั้นนั้น
เมื่อถามว่า หากการประชุมในวันพรุ่งนี้ยังมีกรรมการ 3 คนไม่เข้าร่วมประชุมอีก จะดำเนินการอย่างไร นพ.สรณ กล่าวว่า ยังไม่ทราบข้อกฎหมายในประเด็นดังกล่าว และขอเชิญชวนให้ทุกฝ่ายกลับมาทำงานร่วมกัน เพราะกรรมการทุกคนได้รับการคัดเลือกให้ทำหน้าที่เพื่อประชาชน ส่วนตนก็จะปฏิบัติหน้าที่ภายใต้กรอบกฎหมายต่อไป เมื่อมีข้อยุติทางกฎหมายแล้วจึงค่อยว่ากันอีกครั้ง พร้อมย้ำว่า ยังไม่มีเจตนาดำเนินคดีกับใคร แต่ขอความร่วมมือเป็นหลัก และหากถามว่าการไม่เข้าประชุมกี่ครั้งจึงจะมีการดำเนินการทางกฎหมายนั้น ยังต้องศึกษาข้อกฎหมายเพิ่มเติม
กรณีที่กรรมการอีกฝ่ายให้เหตุผลว่า ผู้ที่มีอำนาจควรเข้าประชุม ส่วนผู้ที่ไม่มีอำนาจไม่ควรเข้าร่วม นพ.สรณ กล่าวว่า คำวินิจฉัยในเรื่องดังกล่าวยังไม่ถึงที่สุด และตนได้ใช้สิทธิยื่นฟ้องต่อศาลปกครองแล้ว สำหรับกรณีที่ศาลปกครองไม่รับคำขอคุ้มครองชั่วคราวฉุกเฉิน นพ.สรณ กล่าวว่า ตนไม่ทราบว่าจะถือเป็นความเสียเปรียบหรือไม่ เพราะไม่มีความรู้ด้านกฎหมาย แต่ศาลได้รับคำฟ้องไว้พิจารณาแล้ว
เมื่อถามว่า ในเมื่อประธานยืนยันว่าเปิดประชุมได้ กรรมการ 3 คนที่เดินออกจากห้องประชุมจำเป็นต้องยื่นใบลาหรือไม่ นพ.สรณ กล่าวว่า เมื่อองค์ประชุมครบก็ต้องเปิดประชุม ส่วนการลาประชุม หากจะลาก็ต้องส่งใบลาถึงประธาน แต่กรรมการทั้ง 3 คนไม่ได้ส่งใบลา และไม่สามารถส่งใบลาย้อนหลังได้
ด้านนายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รองเลขาธิการ กสทช. และรักษาการแทนเลขาธิการ กสทช. กล่าวถึงวาระสำคัญที่อาจส่งผลกระทบต่อภาคเอกชน หากยังไม่สามารถประชุมได้ว่า มีหลายเรื่องเร่งด่วน อาทิ การอนุญาตเกี่ยวกับดาวเทียมไทยคม 4 ซึ่งจะครบกำหนดวันที่ 10 กันยายน หากไม่สามารถอนุมัติได้ก็จะเกิดปัญหา รวมถึงการอนุมัติเลขหมาย 4 หลัก ที่ภาคธุรกิจรอใช้ดำเนินกิจการ
สำหรับกรณีดาวเทียมไทยคม 4 นายไตรรัตน์ อธิบายเพิ่มเติมว่า แม้อายุการใช้งานทางวิศวกรรมอาจยาวถึง 20 ปี แต่โดยปกติดาวเทียมจะมีอายุใช้งานประมาณ 15 ปี ซึ่งขณะนี้ใกล้ครบกำหนดแล้ว แม้ยังใช้งานได้ แต่ไม่มีใครสามารถรับประกันได้ว่าจะเกิดความเสียหายเมื่อใด โดยสาเหตุที่ต้องขออนุญาตใช้งานต่อ เพราะดาวเทียมดวงใหม่ผลิตไม่ทัน หากพ้นวันที่ 10 กันยายนแล้วไม่ได้รับอนุญาต จะไม่สามารถใช้งานได้ และหากฝ่าฝืนใช้งานก็มีความผิดตามกฎหมาย
เมื่อถามว่าหลายฝ่ายมองว่าวาระเหล่านี้เป็นเรื่องค้างเก่า และมีการนำมาเป็นตัวประกัน นายไตรรัตน์ ยืนยันว่า ไม่ได้นำวาระมาเป็นตัวประกัน แต่สำนักงานปฏิบัติหน้าที่ตามกระบวนการ โดยทุกเรื่องผ่านการพิจารณาของคณะอนุกรรมการก่อนเสนอเข้าสู่ที่ประชุม เมื่อสำนักงานได้รับมอบหมายก็ต้องเสนอเรื่องให้ประธานบรรจุวาระ ส่วนจะประชุมหรือไม่เป็นหน้าที่ของกรรมการแต่ละคน พร้อมยืนยันว่าได้ปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มที่
นพ.สรณ กล่าวเพิ่มเติมว่า ตนเป็นเพียงกรรมการ 1 ใน 7 คน การตัดสินใจทุกเรื่องเป็นมติร่วมของคณะกรรมการ ไม่ใช่การตัดสินใจของประธานเพียงคนเดียว ส่วนข้อเสนอที่ให้ประธานไม่เข้าร่วมประชุม เพื่อให้กรรมการอีก 6 คนเลือกรักษาการประธานและเดินหน้าประชุมต่อ นพ.สรณ ตั้งคำถามว่า มีกฎหมายฉบับใดที่ห้ามตนปฏิบัติหน้าที่ เพราะหากตนไม่ปฏิบัติหน้าที่ก็อาจถูกตั้งข้อสังเกตเรื่องมาตรา 157 ได้ โดยย้ำว่าหน้าที่ของประธานครอบคลุมตั้งแต่การบรรจุวาระ การดำเนินการประชุม ไปจนถึงการลงนามในเอกสารต่าง ๆ หากหยุดปฏิบัติหน้าที่ทั้งหมด งานของสำนักงานก็จะไม่สามารถเดินหน้าต่อได้
ทั้งนี้ นพ.สรณ กล่าวทิ้งท้ายว่า ระหว่างที่คดียังไม่มีข้อยุติทางกฎหมาย ขอความร่วมมือกรรมการทุกคนเข้าร่วมประชุม เพื่อให้งานของ กสทช. เดินหน้าต่อไป พร้อมยอมรับว่ายังมีโครงการขนาดใหญ่และการกำหนดโรดแมปของทีวีดิจิทัล ที่รอการพิจารณาจากบอร์ด จึงหวังว่าจะสามารถหารือและร่วมประชุมกันได้ในวันพรุ่งนี้ แม้ขณะนี้อีกฝ่ายจะขอให้ประธานไม่เข้าประชุมก็ตาม โดยยืนยันว่าจะพยายามดูการประสานหารือนอกรอบก่อนเข้าประชุมในวันพรุ่งนี้ และยังคงขอความร่วมมือให้กรรมการทุกคนเข้าร่วมประชุมตามกำหนด
สภาผู้บริโภคยื่น 6 กรรมการ กสทช. เร่งเลือกประธานใหม่ ปลดล็อกวิกฤตทีวีดิจิทัล
น.ส.สุภิญญา กลางณรงค์ ประธานคณะอนุกรรมการด้านการสื่อสาร โทรคมนาคม และเทคโนโลยีสารสนเทศ ของสภาองค์กรของผู้บริโภค และอดีตกรรมการ กสทช. พร้อมด้วย นางยุพดี ศิริสินสุข รองเลขาธิการสำนักงานสภาองค์กรของผู้บริโภค (สอบ.) เดินทางเข้ายื่นหนังสือต่อคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เพื่อขอให้เร่งจัดประชุมเลือกประธาน กสทช. คนใหม่ และเดินหน้าสะสางภารกิจที่ยังค้างอยู่
น.ส.สุภิญญา กล่าวว่า สถานการณ์ของ กสทช. ในขณะนี้ไม่สามารถเดินหน้าต่อไปได้ เนื่องจากติดปัญหาเรื่องคุณสมบัติของประธาน กสทช. แม้วันนี้จะมีการประชุมคณะกรรมการ แต่ก็มองว่าอาจล่มอีก เพราะยังไม่สามารถเดินหน้าต่อได้
ทั้งนี้ สภาองค์กรของผู้บริโภคติดตามปัญหาดังกล่าวมาอย่างต่อเนื่อง หากไม่ได้รับการแก้ไข จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อการดำเนินงานของ กสทช. โดยเฉพาะโรดแมปทีวีดิจิทัลที่ยังไม่มีความคืบหน้า จึงได้ยื่นหนังสือถึงกรรมการ กสทช. ที่เหลือ ขอให้เร่งทำหน้าที่ แม้ว่าประธาน กสทช. จะมีปัญหาเรื่องคุณสมบัติ แต่กรรมการอีก 6 ท่านยังสามารถประชุมเพื่อเลือกประธานคนใหม่ และเดินหน้าภารกิจขององค์กรได้ ส่วนประเด็นคุณสมบัติของประธาน กสทช. ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของนายกรัฐมนตรี
น.ส.สุภิญญา กล่าวว่า เรื่องนี้มีบุคคล 2 ฝ่ายที่สามารถปลดล็อกปัญหาได้ หนึ่งในนั้นคือ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งอยากฝากถึงนายกรัฐมนตรีว่า เรื่องนี้เป็นปัญหาของประเทศ เพราะไทยกำลังอยู่ในยุคที่อธิปไตยด้านการสื่อสารถูกท้าทาย ทั้งอนาคตของสื่อมวลชนและประเทศ ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของ AI, 3G และ OTT หากไม่มีระบบกำกับดูแลที่ชัดเจน ก็อาจส่งผลกระทบต่อประเทศและผู้บริโภค อีกทั้งหาก กสทช. ยังไม่สามารถเดินหน้าต่อได้ ทุกภารกิจก็จะหยุดชะงัก
ขณะเดียวกัน ตนเข้าใจว่าการตัดสินใจของประธาน กสทช. เป็นเรื่องยาก แต่เชื่อว่าหากมีการปลดล็อกปัญหา จะเป็นผลดีทั้งต่อตัวท่านและต่อองค์กร เพราะแรงกดดันจะไม่ตกอยู่กับบุคคลเพียงคนเดียว และจะทำให้ทุกอย่างสามารถเดินหน้าต่อไปได้ ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของประธาน กสทช. ด้วย
น.ส.สุภิญญา กล่าวอีกว่า ตนเคยเป็นอดีตกรรมการ กสทช. และเคยประสบปัญหาเรื่องคุณสมบัติมาก่อน ในช่วงที่รอคณะกรรมการกฤษฎีกาตีความ ตนได้ยุติการปฏิบัติหน้าที่ เพื่อให้ทุกอย่างเดินหน้าต่อได้อย่างราบรื่น จึงอยากฝากถึง นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ว่า ขอให้พักการปฏิบัติหน้าที่ไว้ก่อน ระหว่างนั้นอาจไปทำภารกิจอื่น เพื่อให้สถานการณ์คลี่คลาย อย่างไรก็ตาม ตนขอเป็นกำลังใจให้ทุกฝ่าย
ด้านนางยุพดี กล่าวว่า ข้อเสนอที่ยื่นในวันนี้มีทั้งหมด 3 ข้อ ได้แก่
- ขอให้ นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ รักษาเกียรติและศักดิ์ศรีขององค์กร โดยยึดตามคำวินิจฉัยหรือมติของคณะกรรมการสรรหาที่เห็นว่าท่านมีคุณสมบัติไม่ครบถ้วน และพิจารณาแนวทางที่จะทำให้องค์กรเดินหน้าต่อไปได้
- ขอให้คณะกรรมการ กสทช. เดินหน้าปฏิบัติหน้าที่ เนื่องจากยังมีภารกิจและปัญหาสำคัญที่ค้างอยู่จำนวนมาก
- ขอให้รัฐบาลและนายกรัฐมนตรีเร่งดำเนินการทูลเกล้าทูลกระหม่อมฯ ตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด เพื่อให้กระบวนการเป็นไปอย่างถูกต้องและสามารถเดินหน้าต่อได้