รัฐมนตรีต่างประเทศอังกฤษ นาย บอริส จอห์นสัน ให้สัมภาษณ์ทางโทรทัศน์ว่า ประเทศอังกฤษจะทำทุกวิถีทางเพื่อโน้มน้าวให้สหรัฐฯ ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน
ด้านประธานสภายูโรป นาย โดนัลด์ ทัสค์ ก็อ้อนวอนไม่ให้ทรัมป์ถอนสหรัฐออกจากข้อตกลงปารีส โดยบอกว่า ได้โปรดอย่าเปลี่ยนบรรยาการ (การเมือง) ให้เลวร้ายลงเลย
ด้านนายกรัฐมนตรีจีน ลี่ เค่อ เฉียง แถลงการร่วมกับผู้นำเยอรมนี อังเกล่า เมอร์เคิล ที่กรุงเบอร์ลินประเทศเยอรมันนี ว่าจีนมีบทบาทในการสนับสนุนข้อตกลงปารีสอย่างต่อเนื่อง และเป็นประเทศแรกๆ ที่อนุมัติข้อตกลงดังกล่าวด้วย
นายกจีนบอกด้วยว่า หวังว่าประเทศๆ อื่นๆ มองจีนเป็นตัวอย่าง – แม้จะไม่ได้เอ่ยถึงสหรัฐฯ แต่สื่อก็มองว่าเป็นการพูดดักทรัมป์ เอาไว้ก่อน หากผู้นำสหรัฐตัดสินใจถอนตัวจากข้อตกลงปารีสจริง
เราย้อนไปดูภาพการเคลื่อนไหวของกลุ่ม อ๊อกส์แฟม ช่วงการประชุมกลุ่ม G7 ที่เมืองซิซิลีประเทศอิตาลีเมื่อสัปดาห์ที่แล้วกัน เป็นกลุ่มนักเคลื่อนไหวใส่หน้ากากเป็นผู้นำโลกชาติต่างๆ แล้วก็พยายามยื้อทรัมป์กันสุดตัว เพื่อไม่ให้ผู้นำสหรัฐถอนตัวจากข้อตกลงปารีส
โดนัลด์ ทรัมป์ เผยผ่านทวิตเตอร์ว่าเขาจะแถลงท่าทีของรัฐบาลต่อข้อตกลงปารีสเวลา 3 โมง ตามเวลาในสหรัฐ หรือว่าตีสามคืนนี้ตามเวลาในไทย
แม้ว่าคนตัดสินใจในเรื่องนี้ จะเป็นประธานาธิบดีทรัมป์ แต่บรรดาคนใกล้ตัวที่ทำงานใกล้ชิดกับผู้นำสหรัฐ ก็ถือว่ามีอิทธิพลต่อการตัดสินใจ เรื่องที่สหรัฐจะเดินหน้าสนับสนุนข้อตกลงปารีสหรือไม่ ซึ่งทั้งฝ่ายสนับสนุนให้ทรัมป์ยึดมั่นกับข้อตกลง กับฝ่ายที่ต้องการให้ทรัมป์ ถอนตัวออกมา ต่างก็มีจำนวนที่เท่าๆ กัน
ในส่วนของผู้สนับสนุนให้ทรัมป์ยึดมั่นต่อข้อตกลงต่อไป เช่นนาง “อิวานกา ทรัมป์” บุตรสาวของประธานาธิบดีทรัมป์ นายเร็กซ์ ทิลเลอร์สัน รัฐมนตรีต่างประเทศ และนายริค เพอร์รี่ รัฐมนตรีกระทรวงพลังงาน รวมถึงบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่อย่าง “เอ็กซ์ซอน” โดยทุกคนให้เหตุผลไปในทางเดียวกันว่า การที่สหรัฐยึดมั่นต่อสนธิสัญญาต่อไป จะทำให้สหรัฐไม่สูญเสียพันธมิตรทั้งในยุโรปและเอเชียไป
ในทางกลับกัน ก็มีกลุ่มบุคคล ที่ต้องการให้ทรัมป์ถอนตัวออกมา ซึ่งเป็นคนที่มีตำแหน่งและทำงานใกล้ชิดกับทรัมป์ ยกตัวอย่างเช่นนายสตีเฟ่น แบรนน่อน หัวหน้าฝ่ายวางแผนงานของประธานาธิบดี นายสก็อตต์ พรูอิตต์ ผู้อำนวยการสำนักงานคุ้มครองสิ่งแวดล้อม รวมถึง สส.และ สว.ฝั่งพรรครีพับลิกันส่วนหนึ่ง โดยให้เหตุผลว่า ทรัมป์เคยให้สัญญาไว้ว่าจะถอนตัวจากข้อตกลง ในช่วงที่เขาหาเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดี ซึ่งถ้าไม่ทำตามก็ถือว่าผิดคำพูด