เอกสารขอจัดซื้อ “หมึกพิมพ์ตั๋วรถไฟ 18 ฉบับ ตั้งแต่เดือน พฤษภาคม 2558 ถึง ตุลาคม 2558 มีตัวเลขเรียงต่อเนื่องกัน ตั้งแต่ 3492 ถึง 3509 รายงาน 18 ฉบับ ขอซอยซื้อครั้งละ 1 แสนบาท ตามโควตาที่ผู้อนุมัติซื้อ มีสิทธิอนุมัติซื้อได้ในวงเงินไม่เกิน 1 แสนบาทต่อครั้ง แต่เมื่อเลขที่ออกเอกสาร เรียงติดกันทั้งหมด จึงน่าสังเกตว่า การจัดทำเอกสารเหล่านี้ มีกระบวนการอย่างไร จึงสามารถทำให้ การขอจัดซื้อ 6 เดือน มีเลขที่หนังสือเรียงติดกัน โดยไม่ถูกคั่นด้วยอุปกรณ์อื่นเลย
เจ้าหน้าที่จัดซื้อ ที่ชื่อ นิกร ล้อมเวียง ทำเรื่องจัดซื้อหมึกพิมพ์ตั๋ว จำนวนมาก โดยซื้อบ่อยๆแบบเดียวกันนี้มา 2 รอบแล้ว ในปี 2557 และยังมีหมึกพิมพ์ เหลืออยู่มากกว่าหมื่นตลับ แต่กลับเสนอจัดซื้อ อีก 18 ครั้ง ในช่วงเดือนพฤษภาคม ถึงตุลาคม 2558 หรือเดือนละ 3 ครั้ง หรือ 10 วันต่อ 1 ครั้ง ในปริมาณใกล้เคียงกัน ตามวงเงิน คือ ประมาณ 500-600 ตลับ โดยอ้างเหตุผลตรงกันในเอกสารทุกฉบับว่า “เนื่องจากของเดิมใกล้หมดลงแล้ว จึงมีความจำเป็นต้องซื้อเพิ่มเติม” ทั้งที่ยังมีหมึกพิมพ์อยู่คงเหลืออยู่เป็นจำนวนมาก และช่วงเวลาของการจัดซื้อ มีความถี่ผิดไปจากที่เคยซื้อโดยปกติอย่างชัดเจน จนกระทั่งฝ่ายที่รับผิดชอบการอนุมัติให้ซื้อหมึกพิมพ์โดยตรง เห็นความผิดปกติ จึงระงับการสั่งซื้อได้ทัน เพราะมีหมึกพิมพ์ค้างอยู่ในสต็อกในปริมาณ ที่สามารถใช้งานได้ถึง 2 ปีแล้ว
ที่สำคัญ คือ โดยปกติ การรถไฟฯ จะไม่ซื้อหมึกมาเก็บไว้มากๆ เพราะจะทำให้หมึกเสื่อมคุณภาพ จึงมีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนว่า การสั่งซื้อหมึกรอบใหม่ จะทำได้เมื่อมีหมึกพิมพ์เหลือน้อยกว่า 3600 ตลับเท่านั้น เพราะคำนวณแล้วว่าจะใช้ได้ 3 เดือน จะพอดีกับการทำรายงานขอการจัดซื้อ แน่นอนว่า การจัดซื้อหมึกพิมพ์ที่ผิดปกติอย่างมาก ถูกตั้งข้อสังเกตว่า ผ่านการอนุมัติได้อย่างไร ทีมข่าว PPTV ยังพบเอกสารที่น่าสนใจว่า เรื่องนี้มีผู้รู้เห็นเป็นใจหรือไม่
ก่อนอื่นไปดูว่า นายนิกร ล้อมเวียง หรือล่าสุดเปลี่ยนชื่อเป็น กิตติณัฏร์ ล้อมเวียง ผู้ทำเรื่องจัดซื้อ ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นหัวหน้าหมวดบริหารสัญญา Star-2 สังกัดงานบริการโดยสาร หรือ ผบส. รับหน้าที่ เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2557 เมื่อนายนิกร จะขออนุมัติจัดซื้ออุปกรณ์ ต้องทำเอกสารผ่าน นายอภิชาติ ฉัตรเกษ หัวหน้างานบริการโดยสาย หรือ ผบส. กองโดยสาร ฝ่ายการเดินรถ เพราะเป็นผู้บังคับบัญชา คอยควบคุมการปฏิบัติงานหมวดบริหารสัญญา Star-2 “เซ็นอนุมัติการขอจัดซื้อ”
แต่ทีมข่าว PPTV พบเอกสาร ของนายอภิชาติ ที่ระบุว่า “นายนิกร” ไม่ได้ยื่นรายงานขอจัดซื้อหมึกพิมพ์ ทั้ง 18 ฉบับ ให้กับเขาเลยในฐานะผู้บังคับบัญชา หมายความว่า นายอภิชาติ ไม่เคยเห็นเอกสารเหล่านี้ และเมื่อดูรายชื่อผู้เซ็นอนุมัติ จะเห็นว่า ไม่ใช่นายอภิชาติ ฉัตรเกษ หัวหน้างานบริการโดยสาร ที่มีหน้าที่ควบคุมการปฏิงานหมวดบริหารสัญญา Star-2 แต่เป็น นายพรสิทธิ์ ชูศรี หัวหน้างานระเบียบการโดยสาร ซึ่งไม่ใช้ผู้รับผิดชอบโดยตรง เป็นผู้เซ็นอนุมัติแทน ทั้งที่อยู่คนละสังกัดกัน
เมื่อพบว่า เอกสารที่นายนิกรเสนอมา ถูกเซ็นอนุมัติโดยบุคคลที่ไม่ใช่หน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรง ยิ่งน่าสนใจว่า เหตุใด จึงผ่านการจัดซื้อไปได้แล้วถึง 2 ล็อตใหญ่ก่อนหน้านั้น และผู้ที่เซ็นอนุมัติต่อจาก นายพรสิทธิ์ ได้ตรวจสอบหรือไม่และเมื่อย้อนกลับไปดู เราอาจพบว่า สาเหตุที่หมึกพิมพ์ตั๋วรถไฟ พิมพ์ได้ในอัตราที่น้อยลงกว่าเดิมมาก อาจไม่ใช่เพราะคุณภาพของหมึกพิมพ์ แต่อาจเป็นเพราะ เป็นหมึกที่ถูกซื้อไว้นานแล้ว ตั้งแต่ปี 2557 จนเสื่อมคุณภาพ