ในอดีต ฮ่องกงเคยเป็นอาณานิคมของอังกฤษมาก่อน อังกฤษเป็นผู้วางรากฐานการเมือง เศรษฐกิจ คมนาคม และมีบทบาทอย่างมากในการพัฒนาเกาะเล็กๆแห่งนี้ให้กลายเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจสำคัญแห่งหนึ่งของโลก ต่อมาในวันที่ 1 กรกฎาคม 1997 อังกฤษส่งมอบเกาะฮ่องกงคืนให้จีน โดยมีข้อตกลงว่าจีนจะยอมให้ฮ่องกงปกครองตนเองอย่างน้อย 50 ปี ในแบบ “1 ประเทศ 2 ระบบ”
ฮ่องกงมีลักษณะของการปกครองตนเองหลายอย่าง มีสกุลเงินและรหัสประเทศในระบบโทรศัพท์เป็นของตัวเอง กระบวนการยุติธรรมก็ใช้ตามอย่างอังกฤษ แม้กระทั่งผู้พิพากษายังใส่วิกเหมือนเจ้าอาณานิคม แต่สิ่งสำคัญที่คนฮ่องกงมองว่าจีนไม่ได้ทำตามสัญญาว่าจะให้ปกครองตัวเอง ก็คือการที่รัฐบาลปักกิ่งแทรกแซงการเมืองฮ่องกงผ่านระบบการเลือกผู้นำที่ไม่เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง
การเลือกตั้งของฮ่องกงไม่ใช่การเลือกตั้งทั่วไปที่ประชาชนทุกคนคือผู้มีสิทธิออกเสียง แต่จะมี “คณะผู้เลือกตั้ง” จำนวน 1,194 คน ที่ได้รับการสรรหามาจากหลายวิชาชีพ เป็นผู้หย่อนบัตรเลือกตั้งแทนประชาชนส่วนใหญ่
ปัญหาก็คือ การเลือกกันเองของคณะผู้เลือกตั้งแต่ละสาย ถูกครอบงำโดยคนที่ยึดโยงกับจีนแผ่นดินใหญ่ “คณะผู้เลือกตั้ง” จึงถูกกำกับให้หันซ้ายหันขวาโดยรัฐบาลปักกิ่ง และเมื่อรัฐบาลปักกิ่งสนับสนุนผู้สมัครรายใด ก็เป็นอันแน่ใจได้ว่าผู้สมัครรายนั้นจะได้รับเลือกตั้ง ไม่ว่าคะแนนนิยมในหมู่ประชาชนจะเป็นอย่างไรก็ตาม
คนฮ่องกงหัวประชาธิปไตยไม่เห็นด้วยกับระบบนี้ มีการประท้วงย่อมๆ มาโดยตลอด นักเคลื่อนไหวถูกปราบปราม จนกระทั่งความกดดันบานปลายกลายเป็นการประท้วงใหญ่ในปี 2014 ภายใต้ชื่อ “การปฏิวัติร่ม” มีการชูคำขวัญ “หนึ่งคน หนึ่งเสียง” เรียกร้องการเลือกตั้งผู้บริหารเกาะฮ่องกงโดยตรง ปราศจากการแทรกแซง ที่สุดแล้วการประท้วงจบลงด้วยการปลุกไฟให้ลุกโชนในคนหนุ่มสาว แต่ดูเหมือนว่าจะเปลี่ยนแปลงระบอบการเมืองไม่ได้มากนัก
ย้อนกลับไปก่อนหน้านั้น รัฐบาลจีนแผ่นดินใหญ่เคยมีท่าทียินยอมจะให้ชาวฮ่องกงได้มีสิทธิเลือกตั้งถ้วนหน้า แต่ต้องเป็นการเลือกจากผู้สมัครที่ผ่านการคัดกรองโดยคณะกรรมการที่ตั้งโดยรัฐบาลปักกิ่งเท่านั้น แน่นอนว่า ข้อเรียกร้องของทั้งสองฝ่ายยังไม่เคยมาบรรจบกัน
ผลการเลือกตั้งครั้งล่าสุด “แคร์รี่ แลม” ผู้สมัครที่รัฐบาลปักกิ่งสนับสนุน ชนะเลือกตั้งด้วยคะแนนเสียงท่วมท้น ไม่ว่าผู้สมัครอีกราย “จอห์น จาง” จะที่เป็นที่นิยมในหมู่ประชาชนฮ่องกงมากเท่าใดก็ตาม
ทั้งหมดคือพัฒนาการการเมืองของฮ่องกง 20 ปีหลังกลับเข้าสู่อ้อมกอดจีน นับจากนี้ไปอีก 30 ปีตามสัญญา ฮ่องกงจะได้รับประชาธิปไตยอย่างที่คาดหวังหรือไม่ และหลังจากพ้น 30 ปีข้างหน้า ฮ่องกงจะเป็นอย่างไร ยังเป็นคำถามที่มีเวลาเท่านั้นเป็นคำตอบ