ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ที่จะพยายามรวบรวมหลักฐานส่งฟ้องให้ “บังฟัต” หรือ นายซูริก์ฟัต บ้านนบวงศ์สกุล ผู้ต้องหาคนสำคัญให้รับโทษถึงประหารชีวิต และจากการรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติม โดยจุดที่มีความคืบหน้าทางคดีมาก เพราะ พล.ต.อ.สุชาติ ธีระสวัสดิ์ ที่ปรึกษาสบ10 นำประชุมตำรวจชุดคลี่คลายคดีฆ่าครอบครัวผู้ใหญ่วรยุทธ สังหลัง มีหลักฐานเพียงพอขออนุมัติศาลออกหมายจับ และตั้งข้อหาสูงสุด เพราะร่วมกันฆ่าโดยเจตนา ถือว่าเป็นข้อหาหนักมีโทษสูงสุด คือ ประหารชีวิต
ขณะเดียวกัน ประเด็นที่ผู้ใหญ่วรยุทธได้นำที่ดินของตัวเองไปจำนองไว้กับบังฟัต โดยทำสัญญากันไว้ 2 ฉบับ คือ สัญญาซื้อขาย และ สัญญาเงินกู้ โดยชื่อคู่สัญญาเดิมทีไม่ใช้บังฟัต เป็นนายทุนใหญ่อีกราย เหนือจากบังฟัต ต่อมาผู้ใหญ่วรยุทธได้ชำระเงินต้นและดอกเบี้ยจนครบสัญญา แต่บังฟัตไม่ยอมคืนที่ดิน ส่งผลให้มีเรื่องบาดหมางกันมาระยะหนึ่ง
ทนายรณณรงค์ แก้วเพ็ชร์ ประธานเครือข่ายรณรงค์ทวงคืนความยุติธรรมในสังคม เปิดเผยผ่านรายการเป็นเรื่องเป็นข่าว พีพีทีวี 36 ว่า การค้ำประกันที่ดินเช่นนี้เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ โดยทำสัญญากันไว้ 2 ฉบับ ถือเป็นปัญหากับใครหลาย ๆ คน แต่มองว่าไม่น่าใช่ปมที่บังฟัต ต้องลงมือฆ่ายกครัว แต่อาจเกิดความบาดหมางระหว่างช่วงที่ผ่านมาหรือไม่ ส่วนการวางแผนผิดตั้งแต่เตรียมอาวุธแล้ว เพราะกระทำความผิดตามมาตรา 289
ทั้งนี้ คดีฆ่ายกครัว เชื่อว่าเป็นไปได้ ที่จะรับข้อหาหนักมีโทษสูงสุด คือ การประหารชีวิต เพราะการกระทำเช่นนี้เข้าข่ายลักษณะอั้งยี่ ซ่องโจร แต่ยังแปลกใจถึงว่าคนร้ายรับสารภาพง่ายดาย ส่วนการใช้มาตรา 44 มองว่าจะสร้างความคุ้นชินในการใช้อำนาจเกินไป เพราะสามารถใช้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาก็ได้ โดยการจับกุมผู้ต้องสงสัยต้องทำแบบถูกต้องและชอบธรรม
ขณะที่ การเข้าไปมีส่วนร่วมในคดี แม้ผู้ต้องหาจะแจ้งว่าได้รับฆ่าจ้างคนละ 1,000 บาท ก็ตามแต่สุดท้ายก็ต้องรับโทษประหารชีวิตเช่นกัน เพราะอยู่ถึงจบเหตุและร่วมทำลายหลักฐาน ส่วนจะประหารหรือไม่ก็อยู่การพิจารณาของศาล ที่กว่าจะตัดสินคดีก็ใช้เวลาหลายปี ที่อาจได้รับการอภัยโทษ โดยไม่คิดว่าจะเกิดการประหาร เพราะประเทศไทยไม่ได้มีการประหารมานานแล้ว