ไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา อัยการพิเศษในการสอบสวนคดีรัสเซียแทรกแซงการเลือกตั้งสหรัฐฯ โรเบิร์ต มุลเลอร์ แต่งตั้งคณะลูกขุนใหญ่ประจำกรุงวอชิงตันดีซี ซึ่งในทางคดีเรียกได้ว่าเป็นความคืบหน้าสำคัญ เพราะคณะลูกขุนใหญ่เป็นกลไกที่อัยการต้องใช้ในการเดินหน้าคดี และยังเป็นด่านแรกในการตั้งข้อกล่าวหากับผู้ต้องสงสัย
คณะลูกขุนใหญ่แต่ละคณะประกอบไปด้วยพลเมืองอเมริกันหลากหลายสาขาอาชีพ ซึ่งอาจมีมากถึง 23 คน เมื่อถูกเรียกตัว ก็จะต้องมารายงานตัวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากเป็นหนึ่งในภาระหน้าที่ตามกฎหมาย โดยปกติ อัยการจะต้องใช้มติของคณะลูกขุนใหญ่เพื่อพิจารณาว่าจะตั้งข้อกล่าวหากับผู้ต้องสงสัยได้หรือไม่ และกระบวนการออกหมายเรียกบุคคลมาไต่สวน ตลอดจนอำนาจในการแสวงหาพยานหลักฐานก็เป็นกลไกที่เกิดขึ้นภายใต้คณะลูกขุนใหญ่ทั้งสิ้น
ซึ่งขณะนี้ คณะลูกขุนใหญ่ในกรุงวอชิงตันดีซีชุดนี้ได้ออกหมายเรียกบางบุคคลเข้าพบ และขอข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการพบกันของโดนัลด์ ทรัมป์ จูเนียร์ ลูกชายของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กับทนายรัสเซีย ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นการพบกันเพื่อส่งต่อข้อมูลเกี่ยวกับฮิลลารี คลินตัน อดีตคู่ชิงประธานาธิบดี อันนำไปสู่ข่าวฉาวและทำให้เธอเสียคะแนนนิยมจนแพ้การเลือกตั้งในที่สุด
จุดสำคัญที่ต้องจับตามองก็คือ อำนาจของคณะลูกขุนใหญ่ในการเรียกบุคคลเข้าไต่สวน ครอบคลุมถึงประชาชนชาวอเมริกันทุกคน ซึ่งก็หมายถึงว่า หากโรเบิร์ต มุลเลอร์ เสนอให้เรียกทรัมป์เข้าให้การ และคณะลูกขุนใหญ่อนุมัติ ทรัมป์ก็จำเป็นต้องเข้าสู่กระบวนการไต่สวน
เมื่อ โรเบิร์ต มุลเลอร์ เป็นแม่ทัพหลักในคดีที่อาจทำให้ทรัมป์หลุดจากเก้าอี้ จึงมีความสงสัยว่าทรัมป์จะไล่มุลเลอร์ออกจากตำแหน่งเหมือนที่เคยทำกับอดีตผู้อำนวยการเอฟบีไอหรือไม่ แต่นั่นอาจกลายเป็นจุดตายของทรัมป์ เพราะหากจำกันได้ จุดจบของอดีตประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสัน ก็เกิดขึ้นจากการไล่อัยการพิเศษออกจากตำแหน่ง เนื่องจากสอบสวนคดีวอเตอร์เกตที่เกี่ยวพันกับตัวเขา บรรดา ส.ว.ในค่ายรีพับลิกันหลายคนจึงออกโรงเตือนทรัมป์ให้หลีกเลี่ยงหายนะที่อาจเกิดขึ้น
คดีนี้เริ่มงวดขึ้นทุกที จึงต้องจับตาว่าการสอบสวนจะโยงไปใกล้ทรัมป์แค่ไหน และจะเกิดอะไรขึ้นกับกระบวนการสอบสวนอีกบ้าง