เมื่อประเทศชาติเผชิญหายนะทางธรรมชาติ คนที่เป็นผู้นำ มักจะเดินทางไปปลอบขวัญ เพื่อแสดงให้เห็นว่า ในยามวิกฤต ผู้นำก็พร้อมจะช่วยเหลือและอยู่เคียงข้างเสมอ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ก็เป็นหนึ่งในผู้นำประเทศ ที่เดินทางไปเยี่ยมเยือนผู้ประสบภัยพายุ ”ฮาร์วีย์” ที่พัดถล่มเมืองฮิวสตันในรัฐเท็กซัส แต่การเยือนของทรัมป์ กลับถูกมองว่า เป็นความผิดพลาดที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นกับคนระดับนี้
สิ่งแรกที่ถูกมองว่าผิดพลาดก็คือ จุดหมายที่เขาเลือกเดินทางไป คือเมือง”คอร์ปัส คริตี้” ซึ่งแทบจะไม่ได้รับผลกระทบจากพายุเลย จึงไม่ได้เห็นความเสียหายที่แท้จริง มีแต่พื้นดินที่แห้งเป็นปกติ กับกลุ่มคนที่ไม่ได้สูญเสียอะไรมาคอยต้อนรับ
สิ่งต่อมาก็คือ ทรัมป์ไม่ได้เดินทางไปถึงจุดที่ได้รับความเสียหายจริง ไม่พบกับผู้ประสบภัยจริง ต่างจากประธานาธิบดีคนก่อนๆ ที่จะมีภาพของความเห็นอกเห็นใจ เช่นการสวมกอดและพูดจากับผู้ประสบภัยอย่างใกล้ชิดไม่ถือตัว
ยกตัวอย่างประธานาธิบดีคนก่อนหน้า ทั้งบิล คลินตัน ที่เดนทางไปภาคใต้ของรัฐฟลอริด้า ที่ได้รับความเสียหายจากพายุเฮอร์เคน”แอนดรูว์”เมื่อปี 1992 หรือจะเป็นอดีตประธานาธิบดีจอร์จ ดับเลิยู บุช ที่ได้ใจชาวมิสซิสซิปปี้และลุยเซียน่า จากเหตุพายุ”คทรีน่า”เมื่อปี 2005 และคนล่าสุดคืออดีตประธานาธิบดีบารัก โอบาม่า ที่ยืนอยู่ท่ามกลางเศษซากความเสียหาย พร้อมกอดปลอบใจผู้ปรสบภัยจากพายุ”แซนดี้” เมื่อปี 2012
แต่สิ่งที่เราเห็นทรัมป์ทำก็คือ ยืนโบกมือทักทายกับคนกลุ่มเล็กๆ ที่ไม่ได้รับผลกระทบจากพายุ ฟังรายงานจากเจ้าหน้าที่กู้ภัย ก่อนจะเดินทางกลับทันที โดยไม่ได้เห็นสภาพที่แท้จริงของอุทกภัยครั้งนี้ด้วยซ้ำ ทั้งที่จุดที่เขาอยู่นั้น ห่างจากเขตภัยพิบัติแค่ไม่ถึง 50 กิโลเมตรเท่านั้น
และสิ่งที่แสดให้เห็นว่า ทรัมป์ไม่ใช่นักการเมืองมืออาชีพ ที่รู้จักวิธีมัดใจคนก็คือ เขาพูดถึงพายุครั้งนี้ว่า เป็นประวัติศาสตร์ของมหากาพย์แห่งความหายนะ ไม่เคยมีใครเห็นน้ำจำนวนมากมายมหาศาลขนาดนี้ ทั้งที่จริงแล้ว สหรัฐเคยเผชิญภัยธรรมชาติ ที่เลวร้ายกว่านี้มาหลายต่อหลายครั้ง ซึ่งเป็นคำพูดที่เหมือนจะแสดงความเห็นใจ แต่สำหรับคนฟังแล้ว เป็นคำพูดที่ดูไม่ค่อยจะจริงใจเอาเสียเลย
Reuters