นายคำนูณ สิทธิสมาน โฆษกคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ แถลงความคืบหน้าในการยกร่างรัฐธรรมนูญ รายมาตรา ภาค 4 การปฏิรูปและการสร้างความปรองดองว่า ผ่านการพิจารณาไปแล้ว 2 มาตรา คือ บทบัญยัติในภาคนี้ก่อให้เกิดหน้าที่แก่รัฐสภา ครม. ศาล หน่วยงานของรัฐทุกหน่วยงานและพลเมือง ที่ต้องจัดให้มีการปฏิรูปและการสร้างความปรองดองตามหลักการและระยะเวลาที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญนี้ และความในภาคนี้ให้สิ้นผลบังคับในวันถัดจากวันที่รัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับครบ 5 ปี เว้นแต่พลเมืองผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนไม่น้อยกว่า 5 หมื่นคน รัฐสภา หรือ ครม. เสนอให้จัดให้มีการออกเสียงประชามติให้บทบัญญัติในภาคนี้คงใช้บังคับอยู่ต่อไป ซึ่งต้องไม่เกิน 5 ปีนับแต่วันที่พลเมืองผู้มีสิทธิเลือกตั้งโดยเสียงข้างมาก ออกเสียงประชามติเห็นชอบ ทั้งนี้ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าดวยการออกเสียงประชามติ
นายคำนูณกล่าวว่า เนื้อหาในมาตรานี้ถือเป็นเรื่องใหม่ในรัฐธรรมนูญที่ไม่เคยมีมาก่อน โดยมีเจตจำนงที่จะแก้ไขปัญหาประเทศทั้งเรื่องการปฎิรูปและสร้างความปรองดองในชาติ จึงจำเป็นต้องกำหนดกรอบเวลาชัดเจน 5 ปี โดยภายใต้บทบัญญัติภาคนี้จะทำให้เกิดคณะกรรมการสองชุด คือ คณะกรรมการปฏิรูป และคณะกรรมการปรองดอง ซึ่งจะมีการกำหนดอำนาจหน้าที่ที่ชัดเจน เช่น คณะกรรมการปฎิรูปมีอำนาจเสนอกฎหมาย ที่เกี่ยวข้องกับการปฎิรูปและกลไกที่จะผ่านกฎหมายในสภานิติบัญญัติจะเป็นกลไกรูปแบบพิเศษ คือ ไปเริ่มต้นที่วุฒิสภา 3 วาระ ก่อนที่จะกลับมาให้สภาผู้แทนราษฎรมีหน้าที่ให้ความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบเท่านั้น หากไม่เห็นชอบก็กลับสู่กระบวนอีกครั้งเพื่อยืนยันร่างกฎหมาย
สำหรับคณะกรรมการปรองดอง เท่าที่เห็นยังไม่มีเรื่องการเสนอกฎหมาย แต่ที่สุดอาจมีก็ได้ ทั้งนี้กการดำเนินการดังกล่าวจะต้องมีขั้นตอนเป็นกระบวนการโดยเริ่มจากการค้นหาความจริง หาสาเหตุ ยอมรับผิดก่อน ไม่ใช่เริ่มต้นที่การเสนอกฎหมาย