วันนี้ (10 ก.ย. 60) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การปกป้องคุ้มครองพยานเป็นหนึ่งประเด็นสำคัญที่ถูกยกมาพูดคุยในการเสวนา "ข่มขืนพุ่ง รุนแรงเพิ่ม...ตื่นเถิดประเทศไทย" โดยยกกรณีที่เกิดขึ้นกับเด็กหญิงที่จังหวัดพังงามาเป็นตัวอย่าง เนื่องจากเป็นเหตุการณ์ที่ผู้ถูกกล่าวหาเป็นคนในชุมชนเดียวกัน ทำให้ขั้นตอนการคุ้มครองพยาน เพื่อรักษาข้อเท็จจริงในรูปคดีต้องทำอย่างเข้มงวด
นางทิชา ณ นคร ผู้อำนวยการศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนชาย บ้านกาญจนาภิเษก ระบุว่า กระบวนการคุ้มครองพยานในไทยมุ่งไปที่การรักษาความปลอดภัย และให้ค่าเสียโอกาสกับพยาน แต่ระหว่างที่อยู่ในเงื่อนไขการคุ้มครองพยานตามกฎหมายที่ต้องใช้เวลานาน อาจทำให้ผู้เสียหายเบื่อหน่าย หรือได้รับความกดดัน จนไม่สามารถถ่ายทอดข้อมูลความจริงเพื่อนำไปสู่การพิพากษาคดีอย่างถูกต้องได้ กระบวนการคุ้มครองพยานจึงควรปรับเปลี่ยน ออกแบบให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มีโอกาสเข้าไปพูดคุย แลกเปลี่ยน สร้างความเข้าใจกับพยาน ให้สามารถนำเสนอข้อเท็จจริงได้ตามสิทธิที่ควรกระทำ
ข้อมูลจากมูลนิธิหญิงชายก้าวไกลพบว่า สถานการณ์การข่มขืน ล่วงละเมิดทางเพศ จากข่าวที่รวบรวมในหน้าหนังสือพิมพ์ ร้อยละ 51.3 เป็นข่าวข่มขืน และความสัมพันธ์ของผู้กระทำกว่าร้อยละ 40 เป็นบุคคลคุ้นเคยกับผู้เสียหาย ดังนั้นกลุ่มคนในสังคม ชุมชน จึงเป็นอีกส่วนสำคัญที่จะต้องเร่งปลูกฝัง สร้างพฤติกรรมการช่วยเหลือสอดส่อง ดูแล ไม่ให้เกิดเหตุซ้ำ และให้ผู้เสียหาย กล้าออกมาร้องขอความเป็นธรรม และเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมาย
ส่วนความคืบหน้าทางด้านคดี นายสรรเพชร ทิพย์มณเทียร ทนายชุมชน ในฐานะทนายความ 5 ผู้ต้องหา ระบุว่าหลังจากศาลจังหวัดพังงาได้อนุญาตให้ประกันตัวผู้ต้องหาในคดีนี้ไปแล้ว 2 คนในหลักทรัพย์วงเงินประกัน 4.6 แสนบาท ซึ่งเหลืออีก 3 คนที่ไม่มีหลักทรัพย์และไม่สามารถรวบรวมเงินได้ตามจำนวนวงประกัน ดังนั้น ในวันที่ 11 กันยายน ทางทีมทนายจะพาญาติของผู้ต้องหา ไปยื่นเรื่องต่อยุติธรรมจังหวัด เพื่อขอสนับสนุนในเรื่องกองทุนยุติธรรม ซึ่งเป็นกองทุนที่ช่วยเหลือให้กับทั้งผู้ที่เป็นโจทก์และจำเลย มีเงินใช้ในการดำเนินคดีต่างๆ