น.ส.สุพรรษา นวนสุวรรณ แม่ของเด็กชายวัย 4 ขวบ เปิดเผยในรายการเป็นเรื่องเป็นข่าว ช่องพีพีทีวี เอชดี 36 ว่า ในวันเกิดเหตุตนกำลังเก็บร้านค้า แต่มีคนมาแจ้งว่าลูกชายวัย 4 ขวบไปใช้สีทาบ้านไปทารถของคู่กรณี จึงรีบไปดูพบว่ารถถูกทาสี ซึ่งเห็นว่าลูกชายตัวเปื้อนสีจริง จึงบอกกับเจ้าของรถว่าให้ไปติดต่ออู่ทำสีรถใหม่ และยินดีจะชดใช้ค่าเสียหายให้ แต่คู่กรณีไม่ยินยอมและเรียกเงินค่าเสียหาย 35,000 บาท ซึ่งตนเองไม่มีจ่ายให้ จำนวนเงินที่เรียกมามากไป ก่อนที่คู่กรณีเรียกประกันมา โดยเจ้าหน้าที่ประกันจะให้ตนเองเซ็นรับผิดฝ่ายเดียวตนจึงไม่ยอมเซ็น เพราะเจ้าของรถบอกเองว่ามีเด็กสองคนเป็นคนทำ เมื่อตกลงไม่ได้ก็เข้าไปแจ้งความที่สถานีตำรวจ เพื่อลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน
ทั้งนี้ ยืนยันว่ายินดีรับผิดชอบค่าเสียหาย แต่ขอให้เป็นจำนวนเงินตามที่เกิดขึ้นจริง แต่การที่คู่กรณีนำภาพรถและภาพใบหน้าลูกชายไปโพสต์ในโลกออนไลน์ในทางเสียหาย ไม่เป็นความจริง ทำให้ยอมรับไม่ได้จึงมาแจ้งความดำเนินคดี โดยเมื่อวันที่ 19 ก.ย.60 เข้าแจ้งความที่ สภ.บางพลี พร้อมกับทนายความ เพื่อเข้าแจ้งความดำเนินคดีกับผู้ใช้เฟซบุ๊กที่โพสต์ภาพและข้อความดังกล่าว ฐานหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา และนำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จสู่คอมพิวเตอร์ ตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ปี 2560 แล้ว
“ตัดสินใจจ้างทนายความ เนื่องจากการโพสต์ข้อความดังกล่าวถูกสังคมออนไลน์โจมตีมากเกินไป เหมือนไม่ให้มีที่ยืนในสังคม และเกิดความเครียด เพราะมีการด่าโจมตีลูกและหาว่าไม่ดูแลลูก ทั้งคำด่าของคนโพสต์และนำภาพลูกชายออกไปเผยแพร่ และคำพูของลูก ว่าตำรวจจะมาจับตัวหรือไม่” น.ส.สุพรรษา กล่าว
นายศุภสิทธิ์ ศิริ ผู้จัดการสำนักงานกฎหมายวงศกรณ์ กล่าวว่า เรื่องที่เกิดขึ้นรถยนต์เปื้อนสีมีประกันภัยที่สามารถรับผิดชอบเคลมความเสียหายได้ ถือเป็นไปตามขั้นตอน เพราะเมื่อสรุปจำนวนก็มาเรียกเก็บเงินกับผู้กระทำผิดได้ แต่เรื่องนี้ไม่ได้เป็นการปฏิเสธความรับผิดชอบ ประกอบกับการเข้าแจ้งความที่สถานีตำรวจ แม่ของเด็กก็เดินทางไปด้วย ส่วนการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ เป็นการสอบถามถึงกล้องวงจรปิด ถือเป็นการสอบถามตามปกติ
“ติดใจทางประกันภัยของคู่กรณี เพราะสามารถดำเนินตามขั้นตอนการเสียหายของประกันภัยได้ ตามที่รถยนต์ดังกล่าวทำประกันไว้ ซึ่งควรทำตามหน้าที่ซ่อมรถที่เสียหายให้ตามกระบวนการ ก่อนที่มาเรียกความเสียหายจากผู้กระทำผิด แต่กลับกลายให้ทางแม่เซ็นรับผิดฝ่ายเดียว ซึ่งหลังจากนี้จะดำเนินคดีอาญาและเรียกค่าเสียหาย จากการถูกโพสต์หมิ่นประมาทสต์รวมถึงการเผยแพร่หน้าตาของเด็กวัย 4 ขวบ ถือว่าเข้าข่ายความผิดชัดเจน” นายศุภสิทธิ์ กล่าว
นายปรเมศวร์ อินทรชุมนุม รองอธิบดีอัยการ สำนักงานชี้ขาดคดีอัยการสูงสุด กล่าวว่า กรณีดังกล่าวเกิดขึ้นกับเด็ก 4 ขวบ ซึ่งตามกฎหมายเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่รับแจ้งหรือดำเนินคดี แต่ส่วนของพ่อแม่ก็ต้องดำเนินคดีทางแพ่งที่ต้องรับผิดชอบ หากลูกกระทำความผิดหรือก่อให้เกิดความเสียหาย แต่เรื่องนี้ยังเป็นประเด็นที่ไม่ต้องกันในเรื่องการยอมรับค่าเสียหาย ส่วนการทำหน้าที่ของตำรวจรับเป็นคดี ถือว่าสอบถามหลักฐานตามปกติ
สำหรับการนำรูปเด็กมาโพสต์ในทางที่เสื่อมเสีย เพราะเป็นการละเมิดสิทธิเด็ก ประกอบกับการโพสต์ข้อความในเชิงกล่าวหาตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ปี 2560 ถือว่ามีโทษรุนแรง จำคุก 7 ปี และไม่สามารถยอมความได้