วันนี้ (2 ต.ค. 60) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายวรศาสตร์ อภัยพงษ์ อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำ เปิดเผยว่า ปัจจุบันยังไม่มีกฎหมายที่เกี่ยวกับการควบคุมจัดสรร และบริหารจัดการน้ำในพื้นที่นอกเขตชลประทาน จึงทำให้การใช้น้ำสาธารณะไม่มีการคุ้มครองสิทธิการใช้น้ำ ร่างพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำแห่งชาติ จะคุ้มครองสิทธิการใช้น้ำให้เกิดความเป็นธรรม ป้องกันความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้น
โดยมาตรา 38 มีการกำหนดประเภทการใช้น้ำไว้ 3 ประเภท ได้แก่ การใช้น้ำเพื่อดำรงชีพ การอุปโภคบริโภคในครัวเรือน รวมถึงการใช้น้ำตามจารีตประเพณี ไม่ต้องขออนุญาตและไม่เสียค่าใช้น้ำ และสองการใช้น้ำในปริมาณมากเพื่ออุตสาหกรรม หรือการเกษตรพาณิชน์ การประปา การท่องเที่ยว ส่วนสามการใช้น้ำในปริมาณมากที่จะส่งผลกระทบในวงกว้างหรือส่งผลกระทบข้ามลุ่มน้ำ การใช้น้ำตามประเภทที่สองและสามต้องขออนุญาตใช้น้ำโดยได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการลุ่มน้ำหรือคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ
การเก็บค่าใช้น้ำตามประเภทที่สองและสาม คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ต้องคำนึงถึงต้นทุนในการผลิตและจัดหาน้ำ ปริมาณความขาดแคลนหรือค่าเสียโอกาสในการนำน้ำไปใช้ ตลอดจนประโยชน์ต่อสังคม ซึ่งการเก็บค่าน้ำดังกล่าวสามารถยกเว้นได้ตามกฎเกณฑ์และเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวงที่ออกตามมาตรา 47
อย่างไรก็ตาม อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำ ยังกล่าวอีกว่า กฎหมายดังกล่าวมีไว้เพื่อคุ้มครองสิทธิของประชาชนเกษตรกรนอกเขตชลประทานให้สามารถเข้าถึงน้ำได้เป็นลำดับแรก และไม่มีการเก็บค่าใช้น้ำแต่อย่างใด รวมถึงจะเป็นการปิดช่องว่างของการใช้ทรัพยากรน้ำสาธารณะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1355 และสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 57 มาตรา 72(4) และมาตรา 258 ช(1)
ทั้งนี้ภายหลังกฎหมายผ่านสภาแล้ว จำเป็นจะต้องศึกษารายละเอียดให้เหมาะสมและต้องรับฟังความคิดเห็นจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องอีกครั้ง เพื่อประกอบการจัดทำร่างกฎกระทรวงตามมาตรา 39 ต่อไป