ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศาลจังหวัดตลิ่งชัน ได้มีคำพิพากษาคดีที่พนักงานอัยการจังหวัดตลิ่งชัน เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นายพิสิษฐ์ สัมมาเลิศ อายุ 60 ปี อดีตทนายความ เป็นจำเลยในความผิดฐานร่วมกันปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอม , ร่วมกันฉ้อโกงและยักยอกโดยเป็นผู้จัดการทรัพย์สิน เป็นผู้มีอาชีพอันย่อมเป็นที่ไว้วางใจของประชาชน กรณีฉ้อโกงเงิน 5 ล้านบาทที่คู่กรณีได้ชดใช้คดีอุบัติเหตุรถชน "น้องบีม" วัย 14 ปี โดยศาลมีคำพิพากษาให้จำคุก 5 ปี 12 เดือนโดยไม่รอลงอาญา และห้ามไม่ให้ประกอบอาชีพทนายความเป็นเวลา 5 ปี
ขณะที่ ภรรยาของนายพิสิษฐ์ ให้การปฏิเสธต่อสู้คดี ศาลจังหวัดตลิ่งชัน จึงให้อัยการโจทก์ แยกฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นสำนวนใหม่ต่างหาก
ผู้สื่อข่าวได้เดินทางเข้าพบ นางพรทิพย์ จันทรัตน์ อายุ 45 ปี และ ด.ญ.ภัทรดา หรือน้องบีม แก้วผ่อง อายุ 14 ปี เพื่อสอบถาม ถึงเรื่องการตัดสินคดีดังกล่าว ส่วนน้องบีม กล่าวว่า ตนทราบเรื่องตัดสินแล้ว รู้สึกคล้ายกับคุณแม่ที่เป็นไปตามกฎหมายและขั้นตอนของศาล อยู่ในดุลพินิจว่าเมตตาขนาดไหน ถามว่าอยากได้เงินคืนไหมก็อยากได้
ทั้งนี้ เมื่อนายพิสิษฐ์ จำเลยรับสารภาพตามฟ้องและศาลพิพากษามาเช่นนี้ คณะทำงานช่วยเหลือทางกฎหมายจะนำผลคำพิพากษาไปวิเคราะห์แล้วเตรียมนำไปประกอบการแถลงศาลจังหวัดไชยาในคดีละเมิดที่ศาลเคยมีคำพิพากษาคดีที่ บริษัท ประกอบกิจการขนส่งรถยนต์ป้ายแดงแห่งหนึ่ง ย่านนนทบุรี กระทำละเมิด น้องบีมไปแล้ว เนื่องจากนายพิสิษฐ์ซึ่งขณะนั้นที่เป็นทนายความของน้องบีม เคยยื่นคำแถลงไม่ติดใจบังคับคดีกับบริษัท ประกอบกิจการขนส่งรถยนต์ฯ ไปโดยไม่ชอบ ไม่ตรงตามเจตนาที่แท้จริงของตัวความ ดังนั้นคณะทำงานจะขอให้ศาลจังหวัดไชยาเพิกถอนคำแถลงที่นายพิสิษฐ์เคยยื่นดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม หากศาลมีคำสั่งเพิกถอนคำแถลงดังกล่าวแล้ว คดีละเมิดก็สามารถบังคับคดีต่อไปได้ ขณะที่ คดีแพ่ง ที่ น้องบีม และมารดาได้ยื่นฟ้องนายพิสิษฐ์ฐานผิดสัญญาตัวแทนและเรียกทรัพย์คืนนั้น คณะทำงานจะนำคำพิพากษาคดีอาญานี้ ไปยื่นประกอบการสืบพยานในคดีแพ่งต่อศาลแพ่ง รัชดาภิเษกด้วย เนื่องจากเป็นข้อเท็จจริงเกี่ยวพันกัน