สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เรื่องอื้อฉาวของบริษัท โกเบ สตีล ที่ประธานบริษัทออกมายอมรับตั้งแต่วันอาทิตย์ที่ผ่านมาว่า ทางบริษัทได้ส่งสินค้า ซึ่งส่วนใหญ่เป็นแผ่นอลูมีเนียม แผ่นทองแดง รวมถึงทองแดงเส้น ให้กับลูกค้ากว่า 200 บริษัท ล้วนเป็นสินค้าที่ต่ำกว่ามาตรฐาน ไม่เป็นไปตามที่แจ้งไว้กับลูกค้า และจากการตรวจสอบ ทางบริษัทยังพบว่า การกระทำแบบนี้เกิดขึ้นมานานกว่า 10 ปีแล้ว ด้านรัฐบาลญี่ปุ่น มีคำสั่งให้ทางบริษัท รายงานผลการตรวจสอบภายใน 2 สัปดาห์ รวมถึง ให้แจ้งถึงมาตรการป้องกันไม่ให้ความผิดพลาดเกิดขึ้นอีกภายใน 1 เดือน
ขณะที่ นายฮิโรยะ คาวาซากิ ประธานโกเบ สตีล ยอมรับว่า เรื่องอื้อฉาวที่เกิดขึ้น ทำให้ความน่าเชื่อถือของบริษัทลดลงจนเหลือศูนย์ แต่เขาจะพยายามกอบกู้ความน่าเชื่อถือของบริษัท ให้กลับมาเหมือนเดิมโดยเร็วที่สุด
นับตั้งแต่เกิดอื้อฉาวขึ้นมา หุ้นของบริษัทก็ตกลงกว่า 40 เปอร์เซ็นต์ คิดเป็นมูลค่าที่หายไปจากตลาดเกือบ 5 หมื่นล้านบาท แต่ก็ยังไม่ถูกระงับการซื้อขายแต่อย่างใด สำหรับบริษัทที่ซื้อสินค้าจากโกเบสตีล ส่วนใหญ่เป็นองค์กรธุรกิจระดับโลก เช่น โตโยต้า ฮอนด้า มาสด้า และเจเนอรัล มอเตอร์ ที่นำไปประกอบเป็นสิ้นส่วนรถยนต์ ทั้งตัวถังรถและอะไหล่เครื่องยนต์บางชิ้น นอกจากบริษัทรถยนต์แล้ว บริษัทผู้ผลิตเครื่องบินอย่างโบอิ้ง ก็ใช้แผ่นอลูมีเนียมจากโกเบสตีลเช่นกัน แต่บริษัทเหล่านี้ ยังไม่พบความผิดปกติแต่อย่างใด ยกเว้นบริษัทเซนทรัล เจแปน เรลเวย์ ผู้ผลิตรถไฟบอกว่า พบสินค้าบางอย่างที่สั่งซื้อจาก”โกเบสตีล” ไม่ได้มาตรฐานตามที่ตกลงกันไว้จริง ด้านบริษัทที่ซื้อสินค้าจากโกเบสตีล จะยังไม่เรียกสินค้าคืน แต่รอดูท่าทีว่า ทางรัฐบาลและโกเบ สตีล จะมีมาตรการอะไรออกมาก่อน
ญี่ปุ่นถือเป็นประเทศผู้ผลิตเหล็กและโลหะสูงที่สุดเป็นอันดับสองของโลก เป็นรองก็เพียงจีนเท่านั้น แต่ด้วยคุณภาพที่ได้มาตรฐาน ทำให้แม้แต่จีนเองก็ยังนำเข้าโลหะจากญี่ปุ่นด้วย กรณีของโกเบ สตีล ถือเป็นกรณีอื้อฉาวล่าสุดที่เกิดขึ้นกับบริษัทชั้นนำของญี่ปุ่น หลังจากสัปดาห์ที่ผ่านมา นิสสัน เพิ่งจะประกาศเรียกคืนรถยนต์ 1 ล้าน 2 แสนคัน ทั่วโลก เนื่องจากการตรวจสอบขั้นสุดท้ายอนุมัติโดยผู้ที่ไม่มีอำนาจ
ขณะที่เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา บริษัท ทากาตะ ก็ได้ยื่นขอล้มละลายอย่างเป็นจากการหลังเผชิญกับภาระหนี้สิน จากปัญหาถุงลมนิรภัยระเบิด ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตทั่วโลกเกือบ 20 คน นอกจากนี้ ยังมีกรณีอื้อฉาวเกี่ยวกับการตกแต่งบัญชีของบริษัทโตชิบา เพื่อแสดงกำไรเกินจริง จนทำให้บริษัทต้องจ่ายค่าปรับ 2 พันล้านบาท และขายธุรกิจพลังงานนิวเคลียร์ในสหรัฐฯ รวมถึงกรณีบริษัทโอลิมปัส ที่ตกแต่งบัญชีเพื่อปกปิดตัวเลขขาดทุนจากการลงทุนกว่า 5 หมื่นล้านบาท