ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การเลือกตั้งครั้งนี้มีแนวโน้มว่าประชากรผู้สูงอายุจะตื่นตัวกันออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งมากกว่าวัยรุ่น ไม่ต่างจากที่ผ่านมา ทำให้ทางการญี่ปุ่นเองต้องออกโฆษณาเชิญชวนคนรุ่นใหม่โดยเฉพาะ ที่หมู่บ้านนันโมกุ หมู่บ้านเล็กๆ ทางตะวันตกเฉียงเหนือของกรุงโตเกียวที่มีประชากรอาศัยอยู่ประมาณ 2 พันคน เป็นหมู่บ้านที่มีอายุเฉลี่ยประชากรสูงที่สุด คือ 70.6 ปี
สำหรับหมู่บ้านนี้มีโรงเรียนประถมเพียงแห่งเดียวและมีนักเรียนอยู่เพียง 24 คน ขณะที่บริเวณที่เป็นย่านการค้าก็แทบจะไม่มีผู้คนมาเดินซื้อของ จนถูกเรียกว่าเป็นหมู่บ้านที่กำลังตาย
นอกจากนี้ เมื่อถึงช่วงที่มีการเลือกตั้ง ประชากรผู้สูงอายุที่นี่กลับตื่นตัวออกมาใช้สิทธิกันอย่างมาก โดยนายกเทศมนตรีของนันโมกุบอกว่า ที่นี่มีสัดส่วนผู้มาใช้สิทธิสูงถึง 90 เปอร์เซ็นต์ โดยสถิติของหมู่บ้านนันโมกุไม่ใช่อะไรที่น่าแปลกใจ เพราะแนวโน้มที่ผู้สูงอายุออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งมากกว่าคนรุ่นใหม่ช่วงวัย 20 ปี นั้นเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นทั่วประเทศญี่ปุ่น
ในการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาที่ผ่านมา ชาวญี่ปุ่นในช่วงวัย 60 ปี ออกมาใช้สิทธิถึง 70 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่คนช่วงอายุ 20 ปี ออกมาใช้สิทธิแค่ 36 เปอร์เซ็นต์ ด้วยเหตุนี้ ทางการญี่ปุ่นจึงพยายามรณรงค์ประชาสัมพันธ์ให้คนรุ่นใหม่ตื่นตัวหันมามีส่วนร่วมมากขึ้น นอกจากจะมีการลดอายุของผู้ที่มีสิทธิเลือกตั้งตามกฎหมายเหลือ 18 ปี ในปีที่ผ่านมา ในการเลือกตั้งครั้งนี้ กระทรวงกิจการภายในและการสื่อสาร ยังจัดทำโฆษณาที่ใช้นักร้องไอดอลเป็นพรีเซนเตอร์ดึงดูดความสนใจกลุ่มวัยรุ่นอีกด้วย
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากญี่ปุ่นเป็นสังคมผู้สูงอายุไปแล้ว นโยบายส่วนใหญ่จึงเน้นไปที่ประชากรผู้สูงวัยมากกว่าวัยรุ่น ซึ่งกลายเป็นอีกโจทย์ที่ท้าทายหากทางการต้องการจะให้คนรุ่นใหม่หันมาสนใจการเมืองหรือการเลือกตั้งด้วย โดยปัจจุบัน ญี่ปุ่นมีประชากรอายุ 65 หรือมากกว่า คิดเป็น 27.2 เปอร์เซ็นต์ของประชากรทั้งประเทศ และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็นเกือบ 40 เปอร์เซ็นต์ในอีกไม่ถึง 50 ปีข้างหน้า