วันนี้ (30 ต.ค. 60) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีชาวเน็ตวิพากษ์วิจารณ์ นายวัชรินทร์ ตันกุรานันท์ ซึ่งเป็นนายแบบที่โพสต์ภาพในโซเชียลมีเดีย โชว์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือบัตรคนจน พร้อมกับโทรศัพท์มือถือ นาฬิกา นั่งอยู่ในร้านกาแฟแห่งหนึ่ง โดยได้โพสต์ข้อความว่า “ได้บัตรแล้ว เปลี่ยนสถานะใหม่แล้วนะครับ จนจริงอะไรจริง”
ปรากฏว่า มีคนเข้ามาแสดงความคิดเห็นในเชิงตำหนิ เนื่องจากบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ รัฐบาลจะออกให้สำหรับผู้มีรายได้น้อยเท่านั้น โดยตามเกณฑ์จะต้องเป็นผู้ที่มีรายได้ไม่เกิน 1 แสนบาทต่อปี หรือเฉลี่ยแล้วประมาณเดือนละ 8,300 บาท แต่ผู้ใช้เฟซบุ๊กดังกล่าว กลับโพสต์ภาพการใช้ชีวิตที่หรูหรา มีการใช้ของแบรนด์เนม ขี่รถบิ๊กไบค์ กินกาแฟหรู ซึ่งขัดกับหลักเกณฑ์ของผู้ได้รับบัตรคนจน
โดยนางสาวสุทธิรัตน์ รัตนโชติ อธิบดีกรมบัญชีกลาง เปิดเผยว่า ได้รับรายงานเรื่องดังกล่าวจากเจ้าหน้าที่แล้ว ซึ่งขั้นตอนต่อไปจะต้องทำการตรวจสอบว่าข้อเท็จจริงเป็นเช่นไร ทั้งนี้ หากบุคคลดังกล่าวไม่เข้าข่ายที่จะได้รับการช่วยเหลือ กรมบัญชีกลางก็จะระงับสิทธิต่างๆที่ให้ไว้ในบัตรทันที
ทั้งนี้ ในส่วนของขั้นตอนการตรวจสอบผู้ผ่านคุณสมบัติต่างๆ ในส่วนของรายได้ อาชีพ และสินทรัพย์ ว่าจะเข้าเกณฑ์ต้องได้รับบัตรคนจนหรือไม่ เป็นหน้าที่ของสำนักงานนโยบายเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เป็นผู้คัดกรองคุณสมบัติ ซึ่งในกรณีนี้ สศค.จะต้องตรวจสอบ และสั่งการมาที่กรมบัญชีกลางว่าจะให้ดำเนินการเช่นไรต่อไป และหากมีกรณีดังกล่าวเกิดขึ้นอีกจะทำอย่างไร เนื่องจากกรมบัญชีกลางมีหน้าที่ในการออกบัตร และจัดสิทธิประโยชน์ต่างๆ ให้กับประชาชนที่ได้รับสิทธิเท่านั้น ซึ่งตามเงื่อนไขผู้ที่มีสิทธิได้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จะต้องมีสัญชาติไทย อายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป เป็นผู้ว่างงาน หรือมีรายได้ไม่เกิน 1 แสนบาทต่อปี ไม่มีทรัพย์สินทางการเงิน ได้แก่ เงินฝากธนาคาร, สลากออมสิน, สลาก ธ.ก.ส., พันธบัตรรัฐบาล และตราสารหนี้ หรือถ้ามีทรัพย์สินทางการเงินดังกล่าว จะต้องมีจำนวนรวมทั้งสิ้นไม่เกิน 100,000 บาท ไม่เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ตามกฎหมาย
ล่าสุด นายแบบหนุ่มได้ลบโพสต์โชว์บัตรคนจนไปเรียบร้อยแล้วตั้งแต่เมื่อวาน รวมถึงได้ออกมาระบุว่า ตัวเองเป็นคนจนจริง เนื่องจากไม่มีงานประจำทำ รับแค่รีวิวสินค้า บางเดือนก็ไม่มีงาน อาศัยอยู่กับพี่ รูปแบบการใช้ชีวิตหรูหราและกินกาแฟหรู ส่วนใหญ่เพื่อนก็ชวนไปและเลี้ยงด้วย ขณะรถบิ๊กไบค์ก็ไม่ใช่ของตนเอง ซึ่งเรื่องนี้อาจจะต้องรอการตรวจสอบจากกระทรวงการคลังอีกครั้ง