ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ประเด็นแรก นายแพทย์ยอห์น ซึ่งเป็นผู้ขับขี่รถคันดังกล่าว อ้างว่า ไม่เห็นประตูที่ชน และไม่เห็นว่ามีคนถูกชนนอนอยู่ใต้ท้องรถ โดยระบุว่า บริเวณนั้นแสงไฟค่อนข้างมืดจึงมองไม่เห็นประตูและไม่เห็นนายสมชาย ขณะที่ภาพวงจรปิดจะเห็นว่าหลังจากการชนประตู และชนเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย รถคันนี้จอดนิ่งอยู่ในช่วงเวลาหนึ่ง ก่อนจะขับทับและลากร่างของนายสมชายไปอีก 20 เมตร
ทั้งนี้ประเด็นที่สอง นายแพทย์ยอร์น ยืนยันว่าไม่ได้ชนแล้วหนี พร้อมกับปฏิเสธที่จะตอบคำถามว่ามีอาการมึนเมาหรือไม่ ซึ่งระบุให้เป็นเรื่องของทางคดี ทำให้เป็นประเด็นที่มีการตั้งข้อสังเกตและตั้งคำถามต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยหลังจากนี้เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ในกระบวนการยุติธรรมจะพิสูจน์ข้อเท็จจริงเพื่อให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย
นอกจากนี้ ยังมีข้อสังเกตอีกประเด็น คือ นายแพทย์ยอห์น ปฏิเสธตำรวจ ไม่ตรวจวัดแอลกอฮอล์ ด้านนายรณณรงค์ แก้วเพ็ชร์ ทนายความ ระบุว่า ตามมาตรา 142 พระราชบัญญัติจราจรทางบก หากตำรวจสงสัยว่าผู้ขับขี่ยานพาหนะ มีอาการมึนเมาขณะขับขี่รถยนต์ ตามมาตรา 43 (2) ห้ามมิให้ผู้ขับขี่รถในขณะเมาสุราหรือของเมาอย่างอื่น เจ้าหน้าที่สามารถขอตรวจโดยการให้เป่าเครื่องวัดแอลกอฮอล์ได้ ถ้าผู้ขับขี่ไม่ยอมปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงาน เพื่อทดสอบวัดปริมาณแอลกอฮอล์ ตามกฎหมายให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเมาสุรา และเมื่อคดีนี้ขึ้นสู่กระบวนการศาล เจ้าหน้าที่ไม่ต้องนำเครื่องตรวจวัดแอลกอฮล์มายืนยันเพื่อพิสูจน์ เพียงแค่ระบุว่า ผู้ต้องหาปฏิเสธเป่าเครื่องวัดแอลกอฮอล์ และสันนิษฐานว่าเมาสุรา ส่วนหากผู้ต้องหาหากจะต่อสู้คดี ต้องนำหลักฐานมาพิสูจน์ในชั้นศาลให้ได้ว่าไม่ได้เมาสุราในขณะนั้น
ทั้งนี้ กรณีหากขับรถยนต์ชนคนเสียชีวิต หรือ บาดเจ็บสาหัส ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 ระบุว่า หากผู้ใดกระทำโดยประมาทจนทำให้ผู้อื่นได้รับบาดเจ็บสาหัส มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไมเกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ นอกจากนี้ตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก ฉบับล่าสุด ในมาตรา 160 ตรี ระบุว่า หากเมาสุราขณะขับรถ และชนคนได้รับบาดเจ็บสาหัส มีโทษจำคุกไม่เกิน 6 ปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท พร้อมพักหรือถอนใบอนุญาตแล้วแต่ศาลกำหนด