วันนี้ (25 ก.พ. 58) การประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีการแถลงเปิดสำนวนกระบวนการถอดถอดอดีตสมาชิกวุฒิสภา ที่ร่วมลงชื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญประเด็นที่มา ส.ว. ตามที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้ชี้มูลความผิดว่ากระทำการขัดต่อรัฐธรรมนูญ
โดยฝ่าย ป.ป.ช.ในฐานะผู้ร้อง ได้ให้นายวิชัย วิวิตเสวี คณะกรรมการ ป.ป.ช. เป็นผู้แถลงเปิดสำนวน ซึ่งระบุว่าแม้รัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 จะสิ้นสุดลงแล้ว แต่ ป.ป.ช.ยังมีอำนาจในการชี้มูลความผิดผู้ที่ร่วมแก้ไขรัฐธรรมนูญ ตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญของ ป.ป.ช. และกรณีการถอดถอนอดีตสมาชิกวุฒิสภา 38 คน จะนำเอากรณีของนายนิคม ไวยรัชพานิช และนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ มาเปรียบเทียบไม่ได้ เพราะถือว่ามีฐานความผิดต่างกัน โดยการกระทำของอดีต ส.ว.เป็นการกระทำที่เอื้อประโยชน์ให้กับตัวเองและส่อว่าจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ รวมทั้งฝ่าฝืนและไม่ปฏิบัติตามจริยธรรมอย่างร้ายแรง โดยมีความผิดแบ่งเป็น 3 ประเด็น คือ ร่วมลงชื่อ ลงมติแก้ไขรัฐธรรมนูญ และทั้งร่วมลงชื่อและลงมติแก้ไขรัฐธรรมนูญ
ขณะที่ ฝ่ายผู้ถูกกล่าวหาได้ส่งตัวแทนเข้าชี้แจงโต้คำแถลงเปิดสำนวน จำนวน 5 คน คือ นายวิทยา อินาลา นายสิงห์ชัย ทุ่งทอง พ.ต.ท.จิตต์ ศรีโยหะ มุกดาธนพงศ์ นายกฤช อาทิตย์แก้ว และนายดิเรก ถึงฝั่ง
ด้านนายดิเรก แถลงสรุปสำนวนข้อกล่าวหาว่าการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ประเด็นที่มา ส.ว. ไม่ได้มีเจตนาล้มล้างการปกครอง โดยสมาชิกยื่นแก้ไขที่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 291 ทุกประการ และทำตามคำแนะนำของศาลรัฐธรรมนูญที่ให้รัฐสภาแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตรา ซึ่งสามารถทำได้ทีละขั้นตอน อีกทั้งยืนยันว่าไม่ได้แก้เพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง แต่ทำตามหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติ ขณะเดียวกันปฏิเสธข้อกล่าวหาว่าจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดรัฐธรรมนูญ
ภายหลังเสร็จสิ้นการแถลงเปิดสำนวนคดีแล้ว ที่ประชุมได้ตั้งคณะกรรมาธิการซักถามจำนวน 7 คน โดยให้สมาชิก สนช. ยื่นข้อซักถามในวันที่ 27 ก.พ. 58 เวลา 12.00 น. ก่อนจะเปิดการประชุมเพื่อดำเนินกระบวนการซักถามในวันที่ 5 มี.ค. 58 และแถลงปิดสำนวนคดีในวันที่ 12 มี.ค. 58 โดยจะมีการลงมติถอนถอนหรือไม่ถอดถอนในวันที่ 13 มี.ค. 58