“นักเคลื่อนไหว-นักวิชาการ”กับมุมมอง“โรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา”


โดย PPTV Online

เผยแพร่




เครือข่ายคนสงขลา-ปัตตานีไม่เอาโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพ ล่าสุดได้เดินทางไปที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ขอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพย์ฯ สอบจริยธรรมของบริษัทเอกชนที่จัดทำ EHIA และต้องการให้มีการเปิดข้อมูล EHIA โดยละเอียด

จากเหตุการณ์ประชาชนรวมตัวประท้วงไม่เอาโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพาที่ผ่านไปนั้น ทำให้เกิดประเด็นคำถามขึ้นมากับสังคมอีกมากมายว่าอะไรคือสาเหตุหลักที่ทำให้ชาวเทพาไม่อยากมีโรงไฟฟ้าถ่านหิน แล้วผลกระทบอะไรที่จะเกิดขึ้นตามมาหลังการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน วันนี้เราจะไปหาคำตอบกัน

นายประสิทธิ์ชัย หนูนวล นักเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อม ได้ให้ข้อมูลว่าในประเทศที่เจริญแล้วอย่างประเทศในยุโรปและอเมริกากำลังไล่ปิดโรงไฟฟ้าถ่านหินให้หมดไปจากประเทศ เนื่องจากผลวิจัยชี้ชัดว่ามลพิษจากโรงไฟฟ้าถ่านหินนั้นก่อให้เกิดโรคที่อันตรายถึงชีวิต  โดยงานวิจัยของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดชี้ชัดว่าโรคที่เกิดจากโรงไฟฟ้าถ่านหินมีทั้งโรคมะเร็ง โรคหัวใจ โรคหลอดเลือด อีกทั้งยังส่งผลไปยังเด็กทารกในครรภ์ที่เสี่ยงต่อการเป็นโรคสมองพิการ ส่วนมหาวิทยาลัยซุดการ์ดก็วิจัยออกมาว่าประชาชนที่อยู่ใกล้โรงไฟฟ้าถ่านหินจะอายุสั้นลง 11 ปีอย่างไรก็ตามก่อนที่จะพูดถึงประเทศไทยว่ายังไม่มีงานวิจัยที่มารองรับเรื่องผลกระทบที่เกิดจากโรงไฟฟ้าถ่านหิน ทำให้ประชาชนที่อยู่รอบๆ โรงไฟฟ้าเมื่อป่วยก็ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าป่วยจากมลพิษของโรงไฟฟ้าถ่านหิน

“ชาวบ้านที่ไหนเขาจะมีเงินมาตรวจพิสูจน์ว่าญาติตัวเองตายเพราะอะไร การไฟฟ้าก็อ้างว่าคนตายไม่ได้ตายเพราะโรงไฟฟ้า แต่ชาวบ้านรู้ดีว่าโรงไฟฟ้าทำให้วิถีชีวิตของชาวบ้านนั้นเปลี่ยนไป ตัวอย่างก็มีให้เห็นที่แม่เมาะ” นายประสิทธิ์ชัย กล่าว

นายประสิทธิ์ชัยเล่าถึงผลกระทบในแง่วิถีชีวิตและวัฒนธรรมของชุมชนว่าจะต้องเปลี่ยนไปตลอดกาลจากการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินขึ้นสักแห่ง เนื่องจากต้องย้ายคนออกจากถิ่นฐานเดิมมากกว่า 1,000 คนซึ่งถือเป็นเรื่องใหญ่มาก นี่ยังไม่นับรวมกับการทำมาหากินของคนในพื้นที่ที่ต้องเปลี่ยนไปอีกมาก  “การย้ายไปถิ่นฐานใหม่ๆ เป็นเรื่องใหญ่มาก เพราะถิ่นใหม่ยังไงก็ไม่สามารถทดแทนวิถีชีวิต วัฒนธรรม ญาติพี่น้องที่อยู่ในถิ่นกำเนิดได้ สังคมแบบใหม่ยังไงก็ไม่เหมือนสังคมแบบเก่า ส่วนเศรษฐกิจของชุมชนนั้นย่อมหายไปตามกัน เนื่องจากวิถีชุมชนเป็นเศรษฐกิจที่พึ่งเกษตรกรรม หากโรงไฟฟ้าเข้ามาย่อมทำลายความอุดมสมบูรณ์ทำให้ขาดรายได้ไปในที่สุด”

จากการอธิบายของนายประสิทธิ์ชัยจะเห็นว่าโรงไฟฟ้าถ่านหินนั้นส่งผลกระทบมากกว่าเรื่องของมลพิษเพียงอย่างเดียว แต่มันยังส่งผลต่อวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของชุมชนอีกด้วย นั่นทำให้เกิดคำถามตามมาอีกว่าภาคใต้ของเรานั้นจำเป็นต้องมีโรงไฟฟ้าถ่านหินหรือไม่

ดร.อาภา หวังเกียรติ หัวหน้าหลักสูตรวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม วิทยาลัยวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต  ให้คำตอบกับคำถามนี้ว่า “ไม่มีจังหวัดใดในประเทศไทยที่จำเป็นต้องสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน” โดยเฉพาะภาคใต้ที่เป็นประเด็นอยู่ในขณะนี้ยิ่งไม่จำเป็นต้องสร้าง เนื่องจากภาคใต้มีไฟสำรองเพียงพอและเป็นภาคที่ใช้ไฟน้อยที่สุดในประเทศ โดยการใช้ไฟฟ้ากระจุกตัวอยู่แค่ในกรุงเทพฯ เคยมีตัวเลขบอกว่ากรุงเทพฯ ใช้ไฟเท่ากับภาคเหนือ ใต้ และภาคอีสานรวมกัน ห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ในกรุงเทพฯ บางทีใช้ไฟเท่ากับเขื่อน 1 เขื่อน ตอนที่เกิดไฟดับครั้งใหญ่ที่ภาคใต้เมื่อปี 2560 ตอนนั้นเกิดปัญหาเนื่องจากสายส่งกระแสไฟฟ้าจอมบึง - บางสะพาน ถูกฟ้าผ่าทำให้มีปัญหา ซึ่งนั่นไม่ได้หมายความว่าจะต้องสร้างโรงไฟฟ้าเพื่อแก้ไขปัญหา โดยแนะนำว่าหน่วยงานภาครัฐควรหาวิธีการผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานหมุนเวียนอย่างเช่น โซลาเซลล์ ไฟฟ้าพลังงานลม หรือพลังงานน้ำจะดีกว่า

“อย่างโซลาเซลล์ประเทศเรายังมีช่องส่งไฟที่น้อยมาก เปรียบเสมือนถนนที่ยังไม่ราดยาง รัฐควรจะสนับสนุนให้มีการผลิตไฟฟ้าใช้เองในครัวเรือนด้วยโซลารูฟ” ดร.อาภา กล่าว

หัวหน้าหลักสูตรวิศวกรรมสิ่งแวดล้อมยังกล่าวถึงผลกระทบภาพใหญ่อีกว่า นอกจากมลพิษที่จะก่อให้เกิดผลกระทบกับสุขภาพของประชาชนแล้ว การสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินยังเป็นปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์จำนวนมากออกมา ซึ่งถือเป็นการทำให้โลกร้อน มีรายงานว่าภาคการไฟฟ้านั้นเป็นตัวก่อให้เกิดมลพิษแก่โลก และเป็นสาเหตุของปรากฏการณ์โลกร้อนเป็นอันดับต้นๆ อีกด้วย

เสียงจากนักอนุรักษ์ที่ไม่เห็นด้วยกับการสร้างโรงไฟฟ้าในครั้งนี้ เนื่องจากผลกระทบที่จะตามมาอีกมากมาย แต่บทสรุปของการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินที่เทพาครั้งนี้จะเป็นอย่างไร “สร้างหรือไม่สร้าง” คงต้องติดตามกันต่อไป

 

 

 

ขอบคุณรูปจาก : ม.รังสิต

                     

                

 

PR - ตารางคะแนน-2_B PR - ตารางคะแนน-2_B
TOP ประเด็นร้อน
วิดีโอยอดนิยม
เรื่องที่คุณอาจพลาด

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ