วันนี้ (20 ธ.ค.60) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ดร.ศรัณย์ โปษยะจินดา ผู้อำนวยการสถาบันวิจั
2. ดวงจันทร์เต็มดวงใกล้ – ไกลโลกที่สุดในรอบปี จะเกิดปรากฏการณ์ดวงจันทร์เต็มดวงใกล้โลก ในวันที่ 2 มกราคม 2561 และดวงจันทร์เต็มดวงไกลโลก ในวันที่ 28 กรกฏาคม 2561 จะสังเกตเห็นดวงจันทร์มีขนาดปรากฏใหญ่และเล็กกว่าปกติ
3. จันทรุปราคาเต็มดวง 2 ครั้งในรอบปี ในปี 2561 ในปี 2561 เป็นโอกาสดีที่ประเทศไทยสามารถสังเกตเห็นจันทรุปราคาเต็มดวงได้ 2 ครั้ง ได้แก่วันที่ 31 มกราคม และ 28 กรกฏาคม
ปรากฏการณ์จันทรุปราคาเต็มดวงในวันที่ 31 มกราคม 2561 ดวงจันทร์เริ่มเข้าสู่เงามัวของโลกตั้งแต่เวลา 17:51 น. จากนั้นค่อย ๆ เคลื่อนเข้าสู่เงามืดของโลก เกิดเป็นจันทรุปราคาบางส่วนในเวลา 18:48 น. เข้าสู่จันทรุปราคาเต็มดวงตั้งแต่เวลา 19:51 - 21:07 น. คิดเป็นระยะเวลาจันทรุปราคาเต็มดวงนาน 1 ชั่วโมง 16 นาที ขณะที่ดวงจันทร์อยู่ในเงามืดของโลกเต็มดวง จะมองเห็นดวงจันทร์เป็นสีแดงอิฐทั้งดวง สามารถสังเกตได้ด้วยตาเปล่าในทุกภูมิภาคของประเทศ เมื่อสิ้นสุดปรากฏการณ์จันทรุปราคาเต็มดวงหลังเวลา 21:07 น. ไปแล้ว ดวงจันทร์จะเริ่มออกจากเงามืดของโลกเข้าสู่การเป็นจันทรุปราคาบางส่วนอีกครั้ง จนกระทั่งออกจากเงามืดของโลกหมดทั้งดวงในเวลา 22:11 น. แล้วเปลี่ยนเป็นจันทรุปราคาเงามัวที่จะสังเกตเห็นได้ยาก เนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงความสว่างของดวงจันทร์จากเงามืดของโลกเพียงเล็กน้อยเท่านั้น และสุดท้ายดวงจันทร์จะพ้นจากเงามัวของโลกเวลา 23:08.น. ถือว่าเป็นการสิ้นสุดปรากฏการณ์จันทรุปราคาในครั้งนี้โดยสมบูรณ์
ปรากฏการณ์จันทรุปราคาในวันที่ 28 กรกฎาคม 2561 ดวงจันทร์เริ่มเข้าสู่เงามัวของโลกตั้งแต่เวลา 00:15 น. จากนั้นค่อย ๆ เคลื่อนเข้าสู่เงามืดของโลก เกิดเป็นจันทรุปราคาบางส่วนในเวลา 01:25 น. เข้าสู่จันทรุปราคาเต็มดวงตั้งแต่เวลา 02:31 - 04:13 น. คิดเป็นระยะเวลาจันทรุปราคาเต็มดวงนาน 1 ชั่วโมง 42 นาที ขณะที่ดวงจันทร์อยู่ในเงามืดของโลกเต็มดวง จะมองเห็นดวงจันทร์เป็นสีแดงอิฐทั้งดวง สามารถสังเกตได้ด้วยตาเปล่าในทุกภูมิภาคของประเทศ เมื่อสิ้นสุดปรากฏการณ์จันทรุปราคาเต็มดวงหลังเวลา 04:13 น. ไปแล้ว ดวงจันทร์จะเริ่มออกจากเงามืดของโลกเข้าสู่การเป็นจันทรุปราคาบางส่วนอีกครั้ง จนกระทั่งออกจากเงามืดของโลกหมดทั้งดวงในเวลา 05:19 น. แล้วเปลี่ยนเป็นจันทรุปราคาเงามัวที่จะสังเกตเห็นได้ยาก เนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงความสว่างของดวงจันทร์จากเงามืดของโลกเพียงเล็กน้อยเท่านั้น และสุดท้ายดวงจันทร์จะพ้นจากเงามัวของโลกเวลา 06:28.น. ถือว่าเป็นการสิ้นสุดปรากฏการณ์จันทรุปราคาในครั้งนี้โดยสมบูรณ์
4.ดาวพฤหัสบดี-ดาวเสาร์ใกล้โลก จะสามารถมองเห็นดาวเคราะห์ทั้งสองปรากฏบนท้องฟ้าสุกสว่างยาวนานตลอดทั้งคืนเนื่องจากอยู่ในตำแหน่งตรงข้ามกับดวงอาทิตย์
ดาวพฤหัสบดีใกล้โลก วันที่ 9 พฤษภาคม 2561 ดาวพฤหัสบดีจะโคจรมาอยู่ในตำแหน่งตรงข้ามดวงอาทิตย์ (Opposition : ตำแหน่งที่ดาวพฤหัสบดี โลก และดวงอาทิตย์ เรียงอยู่ในเส้นตรงเดียวกัน มีโลกอยู่ตรงกลาง) ส่งผลให้ดาวพฤหัสบดีอยู่ในตำแหน่งใกล้โลกมากที่สุดในรอบปี ที่ระยะทางประมาณ 658 ล้านกิโลเมตร (4.40 AU) สามารถสังเกตเห็นตั้งแต่หลังดวงอาทิตย์ตกลับขอบฟ้า ทางทิศตะวันออก ตลอดทั้งคืนไปจนถึงรุ่งเช้า ดาวพฤหัสบดีจะปรากฏบริเวณกลุ่มดาวคันชั่ง (Libra) ดาวพฤหัสบดีเป็นดาวเคราะห์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในระบบสุริยะ เราจึงมองเห็นดาวพฤหัสบดีมีความสุกสว่างได้ด้วยตาเปล่า หากสังเกตผ่านกล้องโทรทรรศน์ก็จะสังเกตเห็นแถบเมฆและจุดแดงใหญ่บนดาวพฤหัสบดีได้อย่างชัดเจน
ดาวเสาร์ใกล้โลก วันที่ 27 มิถุนายน 2561 ดาวเสาร์จะโคจรมาอยู่ในตำแหน่งตรงข้ามดวงอาทิตย์ (Opposition :ตำแหน่งที่ดาวเสาร์ โลก และดวงอาทิตย์ เรียงอยู่ในเส้นตรงเดียวกัน มีโลกอยู่ตรงกลาง) ส่งผลให้ดาวเสาร์อยู่ในตำแหน่งใกล้โลกมากที่สุดในรอบปี ที่ระยะทางประมาณ 1,350 ล้านกิโลเมตร (9.02 AU) เราจึงมองเห็นดาวเสาร์พร้อมวงแหวนที่มีความสว่างมาก นอกจากนี้ดาวเสาร์ยังจะปรากฏบนท้องฟ้ายาวนานตลอดทั้งคืน ตั้งแต่ดวงอาทิตย์ตกจนถึงอาทิตย์ขึ้นในเช้าวันถัดไปการที่ดาวเสาร์อยู่ในตำแหน่งตรงข้ามกับดวงอาทิตย์ หมายถึงเมื่อดวงอาทิตย์ตกดาวเสาร์จะขึ้นจากขอบฟ้า และเมื่อดวงอาทิตย์ขึ้นดาวเสาร์จะตกลับขอบฟ้า ทำให้มีระยะเวลาสังเกตการณ์ยาวนานตลอดทั้งคืน บริเวณกลุ่มดาวคนยิงธนู (Sagittarius) นอกจากนี้ในช่วงวันดังกล่าวจะสามารถสังเกตเห็นระนาบวงแหวนดาวเสาร์ปรากฏเอียงทำมุมกว่า 26 องศากับระดับสายตา หากดูด้วยกล้องโทรทรรศน์ที่มีขนาดหน้ากล้องตั้งแต่ 4 นิ้ว หรือมีกำลังขยายตั้งแต่ 50 เท่า ขึ้นไป จะสามารถสังเกตวงแหวนดาวเสาร์ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
5. ดาวอังคารใกล้โลกที่สุดในรอบ 13 ปี ในช่วงวันที่ 27-31 กรกฎาคม 2561 เหมาะแก่การสังเกตการณ์ดาวอังคารเป็นอย่างมาก เนื่องด้วยมีสองปรากฏการณ์ ได้แก่ ดาวอังคารอยู่ในตำแหน่งตรงข้ามดวงอาทิตย์ ในวันที่ 27 กรกฎาคม 2561 และดาวอังคารใกล้โลก ในวันที่ 31 กรกฎาคม 2561 ซึ่งเข้าใกล้โลกมากที่สุดในรอบ 13 ปี นับตั้งแต่ปี 2548 หลังจากนี้จะโคจรเข้าใกล้โลกที่สุดและมีขนาดปรากฏใหญ่ที่สุดอีกครั้งอีก 17 ปีข้างหน้า ปี 2578
6. ปรากฏการณ์ฝนดาวตกน่าติดตาม ในปี 2561 มีฝนดาวตกที่เกิดขึ้นมากมาย
ในปี 2561 ยังคงมีฝนดาวตกให้ชมกันอย่างต่อเนื่องเกือบทุกเดือน ซึ่งมีอัตราการตกแตกต่างกันไป ได้แก่ ฝนดาวตกควอดรานติดส์ 3-4 มกราคม (เฉลี่ย 110 ดวงต่อชั่วโมง) ฝนดาวตกไลริดส์ 22-23 เมษายน (เฉลี่ย 18 ดวงต่อชั่วโมง)ฝนดาวตกอีต้า-อควอริดส์ 5-6 พฤษภาคม (เฉลี่ย 50 ดวงต่อชั่วโมง) ฝนดาวตกเดลต้า- อควอริดส์ 30-31 กรกฎาคม (เฉลี่ย 25 ดวงต่อชั่วโมง) ฝนดาวตกเพอร์เซอิดส์ 12-13 สิงหาคม (เฉลี่ย 110 ดวงต่อชั่วโมง) ฝนดาวตกโอไรออนิดส์ 21-22 ตุลาคม (เฉลี่ย 20 ดวงต่อชั่วโมง) ฝนดาวตกลีโอนิดส์ 17-18 พฤศจิกายน (เฉลี่ย 15 ดวงต่อชั่วโมง) ฝนดาวตกเจมินิดส์ 14-15 ธันวาคม (เฉลี่ย 120 ดวงต่อชั่วโมง) ฝนดาวตกเออร์ซิดส์ 22-23 ธันวาคม (สูงสุด 10 ดวงต่อชั่วโมง)
ฝนดาวตกเพอร์เซอิดส์ หรือฝนดาวตกวันแม่ เป็นฝนดาวตกที่นักดาราศาสตร์ในซีกโลกเหนือให้ความสนใจไม่แพ้ฝนดาวตกลีโอนิดส์ และ ฝนดาวตกเจมินิดส์ เนื่องจาก เป็นฝนดาวตกที่มีความสว่างเป็นอันดับสองรองจากฝนดาวตกลีโอนิดส์ และมีสีสันสวยงาม มีอัตราการตกเฉลี่ยค่อนข้างมาก สามารถสังเกตการณ์ได้หลังเที่ยงคืนวันที่ 12 สิงหาคมประมาณตีสองครึ่ง จนถึงรุ่งเช้าวันที่ 13 สิงหาคม ศูนย์กลางการกระจายอยู่บริเวณกลุ่มดาวเพอร์เซอัส ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ในคืนดังกล่าวไม่มีแสงจันทร์รบกวน แต่น่าเสียดายว่าในช่วงเดือนสิงหาคม ประเทศไทยอยู่ในช่วงฤดูฝน มีเมฆมาก ชาวไทยจึงไม่ค่อยมีโอกาสชื่นชมความสวยงามของฝนดาวตกเพอร์เซอิดส์เท่าใดนัก ยกเว้นในบริเวณพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งอยู่ในระยะฝนทิ้งช่วง
ฝนดาวตกลีโอนิดส์ หรือฝนดาวตกกลุ่มดาวสิงโต สังเกตการณ์ได้หลังเที่ยงคืนวันที่ 17 พฤศจิกายน ประมาณตีสามเป็นต้นไปจนถึงรุ่งเช้าวันที่ 18 พศจิกายน จุดศูนย์กลางการกระจายอยู่บริเวณกลุ่มดาวสิงโต ทางทิศตะวันออก ช่วงเวลาดังกล่าวไม่มีแสงจันทร์รบกวน เหมาะแก่การสังเกตการณ์ฝนดาวตกเป็นอย่างมาก ส่วนฝนดาวตกเจมินิดส์ หรือ “ฝนดาวตกกลุ่มดาวคนคู่” สังเกตได้ตั้งแต่ช่วงหัวค่ำ ประมาณ 20:30 น. ในคืนวันที่ 14 ธันวาคม จนถึงรุ่งเช้าของวันที่ 15 ธันวาคม จุดศูนย์กลางการกระจายอยู่บริเวณกลุ่มดาวคนคู่ ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ดูได้ด้วยตาเปล่าทุกภูมิภาคของไทย แต่เนื่องจากในปีนี้ ช่วงหัวค่ำมีแสงดวงจันทร์รบกวน จะเริ่มสามารถสังเกตเห็นดาวตกได้ชัดเจนหลังเวลาเที่ยงคืนเป็นต้นไป
7.ความก้าวหน้าโครงการสำรวจระบบสุริยะ เนื่องจากในปีหน้า นาซาเตรียมส่งยานสำรวจโครงสร้างภายในดาวอังคาร (Mars InSight Mission) ในเดือน พ.ค. กำหนดถึงในเดือน พ.ย. และ โครงการ Asteroid Explorer “Hayabusa2” โดย JAXA ของญี่ปุ่น ส่งยานฮายาบูสะ 2 สำรวจดาวเคราะห์น้อย 162173 ริวกิว คาดว่าจะลงจอดช่วงเดือนมิ.ย. – ก.ค.
8) เตรียมเปิดหอดูดาวภูมิภาคสำหรับประชาชนเต็มรูปแบบแห่งที่ 2 ของไทย ในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2561 สดร. ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินมาเป็นประธานในพิธีเปิดหอดูดาวเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ พระชนมพรรษา ฉะเชิงเทรา ตั้งอยู่ ณ ต.วังเย็น อ.แปลงยาว จ.ฉะเชิงเทรา ศูนย์การเรียนรู้ดาราศาสตร์ครบวงจรสำหรับประชาชน สนับสนุนการบริการวิชาการด้านดาราศาสตร์แก่ชุมชน และสถาบันการศึกษา และยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงวิชาการที่สำคัญในเขตพื้นที่ภาคกลางและภาคตะวันออก
9. โครงการลดมลภาวะทางแสง (Dark Sky Campaign) สดร. ร่วมกับ กฟผ. และหน่วยงานภาคี เดินหน้าโครงการลดมลภาวะทางแสงที่อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์เพื่อผลักดันให้เป็นเขตอนุรักษ์ฟ้ามืดสากล รณรงค์เปลี่ยนหลอดไฟชนิดคอมแพคต์ฟลูออเรสเซนต์ (CFL) บริเวณแปลงดอกเบญจมาศ เป็นหลอดไฟชนิดแอลอีดี (LED) จำนวนกว่า 40,000 หลอด เพื่อลดผลกระทบจากมลภาวะทางแสง สร้างความตระหนักในการประหยัดพลังงานและใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าส่องสว่างในชุมชนอย่างเหมาะสมกับการสังเกตการณ์ทางดาราศาสตร์ และเพื่อรักษาสภาพสิ่งแวดล้อมให้เหมาะสมต่อการอยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิตและระบบนิเวศน์ในเขตพื้นที่ดอยอินทนนท์
และข้อสุดท้ายคือการ ก้าวต่อไปของสดร. (NARIT : The Next Step) ในการนำดาราศาสตร์มาเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาเทคโนโลยี พัฒนาคน หันมาให้ความสำคัญในการออกแบบและสร้างอุปกรณ์เครื่องมือสำหรับการวิจัยทางดาราศาสตร์เพื่อยกระดับงานวิจัยและวิศวกรรม สามารถออกแบบและสร้างอุปกรณ์ทางดาราศาสตร์ระดับสูงด้วยตัวเอง เพื่อลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศ รวมถึงการติดตั้งกล้องวิทยุโทรทรรศน์แห่งชาติ อีกหนึ่งโครงสร้างดาราศาสตร์ที่สำคัญของไทยในอนาคต