ท่องโลก “ดาราศาสตร์” กับ 10 เรื่องน่าติดตาม ปี 2561

โดย PPTV Online

เผยแพร่

สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) เผย 10 เรื่องเด่นของแวดวงดาราศาสตร์น่าติดตามปีหน้า

วันนี้ (20 ธ.ค.60) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ดร.ศรัณย์ โปษยะจินดา ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ ได้เปิดเผย 10 เรื่องเด่นดาราศาสตร์น่าติดตามปี 2561 โดยเรื่องแรกคือ 150 ปี สุริยุปราคาหว้ากอ ในวันที่ 18 สิงหาคม 2561 วาระครบรอบ 150 ปี พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 เสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรสุริยุปราคาเต็มดวง ณ หว้ากอ จ.ประจวบคีรีขันธ์ ทรงพยากรณ์ล่วงหน้าไว้ถึง 2 ปี ว่าจะเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว จึงถือเป็นวาระสำคัญแห่งการรำลึกถึงปรากฏการณ์สุริยุปราคาครั้งประวัติศาสตร์ เพื่อเทิดพระเกียรติพระอัจฉริยภาพและพระปรีชาสามารถของพระองค์

               
2. ดวงจันทร์เต็มดวงใกล้ – ไกลโลกที่สุดในรอบปี  จะเกิดปรากฏการณ์ดวงจันทร์เต็มดวงใกล้โลก ในวันที่ 2 มกราคม 2561  และดวงจันทร์เต็มดวงไกลโลก ในวันที่ 28 กรกฏาคม 2561  จะสังเกตเห็นดวงจันทร์มีขนาดปรากฏใหญ่และเล็กกว่าปกติ

 3. จันทรุปราคาเต็มดวง 2 ครั้งในรอบปี ในปี 2561 ในปี 2561 เป็นโอกาสดีที่ประเทศไทยสามารถสังเกตเห็นจันทรุปราคาเต็มดวงได้ 2 ครั้ง ได้แก่วันที่ 31 มกราคม และ 28 กรกฏาคม

ปรากฏการณ์จันทรุปราคาเต็มดวงในวันที่ 31 มกราคม 2561 ดวงจันทร์เริ่มเข้าสู่เงามัวของโลกตั้งแต่เวลา 17:51 น. จากนั้นค่อย ๆ เคลื่อนเข้าสู่เงามืดของโลก เกิดเป็นจันทรุปราคาบางส่วนในเวลา 18:48 น. เข้าสู่จันทรุปราคาเต็มดวงตั้งแต่เวลา 19:51 - 21:07 น. คิดเป็นระยะเวลาจันทรุปราคาเต็มดวงนาน 1 ชั่วโมง 16 นาที ขณะที่ดวงจันทร์อยู่ในเงามืดของโลกเต็มดวง จะมองเห็นดวงจันทร์เป็นสีแดงอิฐทั้งดวง สามารถสังเกตได้ด้วยตาเปล่าในทุกภูมิภาคของประเทศ เมื่อสิ้นสุดปรากฏการณ์จันทรุปราคาเต็มดวงหลังเวลา 21:07 น. ไปแล้ว ดวงจันทร์จะเริ่มออกจากเงามืดของโลกเข้าสู่การเป็นจันทรุปราคาบางส่วนอีกครั้ง จนกระทั่งออกจากเงามืดของโลกหมดทั้งดวงในเวลา 22:11 น. แล้วเปลี่ยนเป็นจันทรุปราคาเงามัวที่จะสังเกตเห็นได้ยาก เนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงความสว่างของดวงจันทร์จากเงามืดของโลกเพียงเล็กน้อยเท่านั้น และสุดท้ายดวงจันทร์จะพ้นจากเงามัวของโลกเวลา 23:08.น. ถือว่าเป็นการสิ้นสุดปรากฏการณ์จันทรุปราคาในครั้งนี้โดยสมบูรณ์

ปรากฏการณ์จันทรุปราคาในวันที่ 28 กรกฎาคม 2561 ดวงจันทร์เริ่มเข้าสู่เงามัวของโลกตั้งแต่เวลา 00:15 น. จากนั้นค่อย ๆ เคลื่อนเข้าสู่เงามืดของโลก เกิดเป็นจันทรุปราคาบางส่วนในเวลา 01:25 น. เข้าสู่จันทรุปราคาเต็มดวงตั้งแต่เวลา 02:31 - 04:13 น. คิดเป็นระยะเวลาจันทรุปราคาเต็มดวงนาน 1 ชั่วโมง 42 นาที ขณะที่ดวงจันทร์อยู่ในเงามืดของโลกเต็มดวง จะมองเห็นดวงจันทร์เป็นสีแดงอิฐทั้งดวง สามารถสังเกตได้ด้วยตาเปล่าในทุกภูมิภาคของประเทศ เมื่อสิ้นสุดปรากฏการณ์จันทรุปราคาเต็มดวงหลังเวลา 04:13 น. ไปแล้ว ดวงจันทร์จะเริ่มออกจากเงามืดของโลกเข้าสู่การเป็นจันทรุปราคาบางส่วนอีกครั้ง จนกระทั่งออกจากเงามืดของโลกหมดทั้งดวงในเวลา 05:19 น. แล้วเปลี่ยนเป็นจันทรุปราคาเงามัวที่จะสังเกตเห็นได้ยาก เนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงความสว่างของดวงจันทร์จากเงามืดของโลกเพียงเล็กน้อยเท่านั้น และสุดท้ายดวงจันทร์จะพ้นจากเงามัวของโลกเวลา 06:28.น. ถือว่าเป็นการสิ้นสุดปรากฏการณ์จันทรุปราคาในครั้งนี้โดยสมบูรณ์

 

           
4.ดาวพฤหัสบดี-ดาวเสาร์ใกล้โลก
จะสามารถมองเห็นดาวเคราะห์ทั้งสองปรากฏบนท้องฟ้าสุกสว่างยาวนานตลอดทั้งคืนเนื่องจากอยู่ในตำแหน่งตรงข้ามกับดวงอาทิตย์

ดาวพฤหัสบดีใกล้โลก วันที่ 9 พฤษภาคม 2561 ดาวพฤหัสบดีจะโคจรมาอยู่ในตำแหน่งตรงข้ามดวงอาทิตย์ (Opposition : ตำแหน่งที่ดาวพฤหัสบดี โลก และดวงอาทิตย์ เรียงอยู่ในเส้นตรงเดียวกัน มีโลกอยู่ตรงกลาง) ส่งผลให้ดาวพฤหัสบดีอยู่ในตำแหน่งใกล้โลกมากที่สุดในรอบปี ที่ระยะทางประมาณ 658 ล้านกิโลเมตร (4.40 AU) สามารถสังเกตเห็นตั้งแต่หลังดวงอาทิตย์ตกลับขอบฟ้า ทางทิศตะวันออก ตลอดทั้งคืนไปจนถึงรุ่งเช้า ดาวพฤหัสบดีจะปรากฏบริเวณกลุ่มดาวคันชั่ง (Libra) ดาวพฤหัสบดีเป็นดาวเคราะห์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในระบบสุริยะ เราจึงมองเห็นดาวพฤหัสบดีมีความสุกสว่างได้ด้วยตาเปล่า หากสังเกตผ่านกล้องโทรทรรศน์ก็จะสังเกตเห็นแถบเมฆและจุดแดงใหญ่บนดาวพฤหัสบดีได้อย่างชัดเจน

ดาวเสาร์ใกล้โลก  วันที่ 27 มิถุนายน 2561 ดาวเสาร์จะโคจรมาอยู่ในตำแหน่งตรงข้ามดวงอาทิตย์ (Opposition :ตำแหน่งที่ดาวเสาร์ โลก และดวงอาทิตย์ เรียงอยู่ในเส้นตรงเดียวกัน มีโลกอยู่ตรงกลาง) ส่งผลให้ดาวเสาร์อยู่ในตำแหน่งใกล้โลกมากที่สุดในรอบปี ที่ระยะทางประมาณ 1,350 ล้านกิโลเมตร (9.02 AU) เราจึงมองเห็นดาวเสาร์พร้อมวงแหวนที่มีความสว่างมาก นอกจากนี้ดาวเสาร์ยังจะปรากฏบนท้องฟ้ายาวนานตลอดทั้งคืน ตั้งแต่ดวงอาทิตย์ตกจนถึงอาทิตย์ขึ้นในเช้าวันถัดไปการที่ดาวเสาร์อยู่ในตำแหน่งตรงข้ามกับดวงอาทิตย์ หมายถึงเมื่อดวงอาทิตย์ตกดาวเสาร์จะขึ้นจากขอบฟ้า และเมื่อดวงอาทิตย์ขึ้นดาวเสาร์จะตกลับขอบฟ้า ทำให้มีระยะเวลาสังเกตการณ์ยาวนานตลอดทั้งคืน บริเวณกลุ่มดาวคนยิงธนู (Sagittarius) นอกจากนี้ในช่วงวันดังกล่าวจะสามารถสังเกตเห็นระนาบวงแหวนดาวเสาร์ปรากฏเอียงทำมุมกว่า 26 องศากับระดับสายตา หากดูด้วยกล้องโทรทรรศน์ที่มีขนาดหน้ากล้องตั้งแต่ 4 นิ้ว หรือมีกำลังขยายตั้งแต่ 50 เท่า ขึ้นไป จะสามารถสังเกตวงแหวนดาวเสาร์ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

 

5. ดาวอังคารใกล้โลกที่สุดในรอบ 13 ปี ในช่วงวันที่ 27-31 กรกฎาคม 2561 เหมาะแก่การสังเกตการณ์ดาวอังคารเป็นอย่างมาก เนื่องด้วยมีสองปรากฏการณ์ ได้แก่ ดาวอังคารอยู่ในตำแหน่งตรงข้ามดวงอาทิตย์ ในวันที่ 27 กรกฎาคม 2561 และดาวอังคารใกล้โลก ในวันที่ 31 กรกฎาคม 2561  ซึ่งเข้าใกล้โลกมากที่สุดในรอบ 13 ปี นับตั้งแต่ปี 2548  หลังจากนี้จะโคจรเข้าใกล้โลกที่สุดและมีขนาดปรากฏใหญ่ที่สุดอีกครั้งอีก 17 ปีข้างหน้า ปี 2578

  

  


6. ปรากฏการณ์ฝนดาวตกน่าติดตาม ในปี 2561 มีฝนดาวตกที่เกิดขึ้นมากมาย

ในปี 2561 ยังคงมีฝนดาวตกให้ชมกันอย่างต่อเนื่องเกือบทุกเดือน ซึ่งมีอัตราการตกแตกต่างกันไป ได้แก่ ฝนดาวตกควอดรานติดส์ 3-4 มกราคม (เฉลี่ย 110 ดวงต่อชั่วโมง) ฝนดาวตกไลริดส์ 22-23 เมษายน (เฉลี่ย 18 ดวงต่อชั่วโมง)ฝนดาวตกอีต้า-อควอริดส์ 5-6 พฤษภาคม (เฉลี่ย 50 ดวงต่อชั่วโมง) ฝนดาวตกเดลต้า- อควอริดส์ 30-31 กรกฎาคม (เฉลี่ย 25 ดวงต่อชั่วโมง) ฝนดาวตกเพอร์เซอิดส์ 12-13 สิงหาคม (เฉลี่ย 110 ดวงต่อชั่วโมง) ฝนดาวตกโอไรออนิดส์ 21-22 ตุลาคม (เฉลี่ย 20 ดวงต่อชั่วโมง) ฝนดาวตกลีโอนิดส์ 17-18 พฤศจิกายน (เฉลี่ย 15 ดวงต่อชั่วโมง) ฝนดาวตกเจมินิดส์ 14-15 ธันวาคม  (เฉลี่ย 120 ดวงต่อชั่วโมง) ฝนดาวตกเออร์ซิดส์ 22-23 ธันวาคม (สูงสุด 10 ดวงต่อชั่วโมง)
 

ฝนดาวตกเพอร์เซอิดส์  หรือฝนดาวตกวันแม่ เป็นฝนดาวตกที่นักดาราศาสตร์ในซีกโลกเหนือให้ความสนใจไม่แพ้ฝนดาวตกลีโอนิดส์ และ ฝนดาวตกเจมินิดส์ เนื่องจาก เป็นฝนดาวตกที่มีความสว่างเป็นอันดับสองรองจากฝนดาวตกลีโอนิดส์ และมีสีสันสวยงาม มีอัตราการตกเฉลี่ยค่อนข้างมาก สามารถสังเกตการณ์ได้หลังเที่ยงคืนวันที่ 12 สิงหาคมประมาณตีสองครึ่ง จนถึงรุ่งเช้าวันที่ 13 สิงหาคม ศูนย์กลางการกระจายอยู่บริเวณกลุ่มดาวเพอร์เซอัส ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ในคืนดังกล่าวไม่มีแสงจันทร์รบกวน แต่น่าเสียดายว่าในช่วงเดือนสิงหาคม ประเทศไทยอยู่ในช่วงฤดูฝน มีเมฆมาก ชาวไทยจึงไม่ค่อยมีโอกาสชื่นชมความสวยงามของฝนดาวตกเพอร์เซอิดส์เท่าใดนัก ยกเว้นในบริเวณพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งอยู่ในระยะฝนทิ้งช่วง

          

 

ฝนดาวตกลีโอนิดส์ หรือฝนดาวตกกลุ่มดาวสิงโต สังเกตการณ์ได้หลังเที่ยงคืนวันที่ 17 พฤศจิกายน ประมาณตีสามเป็นต้นไปจนถึงรุ่งเช้าวันที่ 18 พศจิกายน จุดศูนย์กลางการกระจายอยู่บริเวณกลุ่มดาวสิงโต ทางทิศตะวันออก ช่วงเวลาดังกล่าวไม่มีแสงจันทร์รบกวน เหมาะแก่การสังเกตการณ์ฝนดาวตกเป็นอย่างมาก ส่วนฝนดาวตกเจมินิดส์ หรือ “ฝนดาวตกกลุ่มดาวคนคู่” สังเกตได้ตั้งแต่ช่วงหัวค่ำ ประมาณ 20:30 น. ในคืนวันที่ 14 ธันวาคม จนถึงรุ่งเช้าของวันที่ 15 ธันวาคม จุดศูนย์กลางการกระจายอยู่บริเวณกลุ่มดาวคนคู่ ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ดูได้ด้วยตาเปล่าทุกภูมิภาคของไทย แต่เนื่องจากในปีนี้ ช่วงหัวค่ำมีแสงดวงจันทร์รบกวน จะเริ่มสามารถสังเกตเห็นดาวตกได้ชัดเจนหลังเวลาเที่ยงคืนเป็นต้นไป

   
7.ความก้าวหน้าโครงการสำรวจระบบสุริยะ  เนื่องจากในปีหน้า นาซาเตรียมส่งยานสำรวจโครงสร้างภายในดาวอังคาร (Mars InSight Mission) ในเดือน พ.ค. กำหนดถึงในเดือน พ.ย. และ โครงการ Asteroid Explorer “Hayabusa2” โดย JAXA ของญี่ปุ่น ส่งยานฮายาบูสะ 2 สำรวจดาวเคราะห์น้อย 162173 ริวกิว คาดว่าจะลงจอดช่วงเดือนมิ.ย. – ก.ค. 

8) เตรียมเปิดหอดูดาวภูมิภาคสำหรับประชาชนเต็มรูปแบบแห่งที่ 2 ของไทย ในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2561 สดร. ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินมาเป็นประธานในพิธีเปิดหอดูดาวเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ พระชนมพรรษา ฉะเชิงเทรา ตั้งอยู่ ณ ต.วังเย็น อ.แปลงยาว จ.ฉะเชิงเทรา ศูนย์การเรียนรู้ดาราศาสตร์ครบวงจรสำหรับประชาชน สนับสนุนการบริการวิชาการด้านดาราศาสตร์แก่ชุมชน และสถาบันการศึกษา และยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงวิชาการที่สำคัญในเขตพื้นที่ภาคกลางและภาคตะวันออก

               
9. โครงการลดมลภาวะทางแสง (Dark Sky Campaign)  สดร. ร่วมกับ กฟผ. และหน่วยงานภาคี เดินหน้าโครงการลดมลภาวะทางแสงที่อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์เพื่อผลักดันให้เป็นเขตอนุรักษ์ฟ้ามืดสากล รณรงค์เปลี่ยนหลอดไฟชนิดคอมแพคต์ฟลูออเรสเซนต์ (CFL) บริเวณแปลงดอกเบญจมาศ เป็นหลอดไฟชนิดแอลอีดี (LED) จำนวนกว่า 40,000 หลอด เพื่อลดผลกระทบจากมลภาวะทางแสง สร้างความตระหนักในการประหยัดพลังงานและใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าส่องสว่างในชุมชนอย่างเหมาะสมกับการสังเกตการณ์ทางดาราศาสตร์ และเพื่อรักษาสภาพสิ่งแวดล้อมให้เหมาะสมต่อการอยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิตและระบบนิเวศน์ในเขตพื้นที่ดอยอินทนนท์

    

           
และข้อสุดท้ายคือการ ก้าวต่อไปของสดร. (NARIT : The Next Step) ในการนำดาราศาสตร์มาเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาเทคโนโลยี พัฒนาคน หันมาให้ความสำคัญในการออกแบบและสร้างอุปกรณ์เครื่องมือสำหรับการวิจัยทางดาราศาสตร์เพื่อยกระดับงานวิจัยและวิศวกรรม สามารถออกแบบและสร้างอุปกรณ์ทางดาราศาสตร์ระดับสูงด้วยตัวเอง เพื่อลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศ รวมถึงการติดตั้งกล้องวิทยุโทรทรรศน์แห่งชาติ อีกหนึ่งโครงสร้างดาราศาสตร์ที่สำคัญของไทยในอนาคต

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ