วันนี้ (20 ธ.ค.60) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การร้อง , เล่น , เต้น และรำ เป็นกิจกรรมที่เด็กโรงเรียนอนุบาลคหกรรมศาสตร์เกษตรจะต้องทำร่วมกันทุกเช้าเพื่อผ่อนคลายสมองและกล้ามเนื้อ และทันทีที่เด็กทำกิจกรรมเสร็จ พวกเขาจะเดินเรียงแถวเข้าห้องเรียนกับครูประจำวิชาเพื่อทดสอบทักษะเชาว์ปัญญาในหนังสือแบบฝึกหัด แม้จะดูเน้นวิชาการในห้องเรียน แต่ก็สร้างความเชื่อมั่นให้ผู้ปกครองที่คาดหวังให้ลูกมีอนาคตทางการศึกษาที่ดีในระยะยาว
โดยผู้ปกครองรายหนึ่ง เปิดเผยว่า เขาวางแผนอนาคตลูกตามอายุและสภาพแวดล้อม การที่ส่งลูกมาเรียนอนุบาลในรั้วมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เพราะไม่มั่นใจระบบการสอนของโรงเรียนรัฐ และเชื่อว่าลูกของเธอจะมีสังคมและทักษะทางสมองที่ดีถ้าเรียนจบชั้นอนุบาลจากที่นี่ และอาจจะสอบติดชั้น ป.1 โรงเรียนชื่อดัง
ทั้งนี้หลักสูตรการเรียนการสอนของที่นี่ ครูใหญ่โรงเรียนอนุบาลคหกรรมศาสตร์เกษตร กล่าวว่า เปรียบเสมือนห้องทดลอง เพราะจะปรับรูปแบบใหม่ทุกครั้ง ถ้านักวิจัยของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เห็นว่าเหมาะสมกับเด็ก จึงเป็นเหมือนแรงจูงใจให้ผู้ปกครองที่ไม่ต้องการให้ลูกเรียนในระบบการศึกษาขั้นพื้นฐานแบบเดิมเพียงอย่างเดียว
นอกจากนี้ค่านิยมเข้าโรงเรียนชื่อดัง ทำให้นักวิชาการและข้าราชการที่อยู่ในแวดวงการศึกษามองว่า เป็นการจุดเริ่มต้นให้เกิดอุตสาหกรรมการศึกษา สร้างความเหลื่อมล้ำกับเด็กไทยที่อยู่ในครอบครัวที่มีรายได้น้อย และอาจจะส่งผลให้เมืองไทยสร้างผู้เชี่ยวชาญในอาชีพต่างๆจากความชื่นชอบที่แท้จริงไม่ได้
ขณะที่ปัจจุบันประเทศไทยมีโรงเรียนกวดวิชากว่า 2,000 แห่ง ที่ขึ้นทะเบียนกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน ส่วนใหญ่จะโฆษณาว่าถ้าส่งลูกหลานเข้าเรียนจะสอบติดโรงเรียนชื่อดังที่ต้องการ ทำให้ปัจจุบันมีสถาบันติวเตอร์แอบเปิดขึ้นจำนวนมาก โดยไม่ลงทะเบียนตามระบบกระทรวงศึกษาธิการ ด้านเลขาธิการ คณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน ยอมรับว่า ส่งผลให้ควบคุมเรื่องแนวข้อสอบ หลักสูตรที่สอนได้ยาก
สุรลักษณ์ ตั้งรุจิวัฒนชัย : ถ่ายภาพ
ณิชาภัทร อินทรกล่อม : รายงาน