วันนี้ (23 ม.ค.61) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เอกสารรายการใช้จ่ายซื้อสินค้า ที่ผู้ใช้บัตรเครดิตของธนาคารต่างประเทศแห่งหนึ่ง ที่มีสาขาในประเทศไทย นำมาแสดงโดยพบว่าในรายละเอียดของการซื้อสินค้า มีค่าสกุลเงิน ดอลล่าสิงคโปร์ ไต้หวัน และดอง ในการซื้อตั๋วเครื่องบิน โรงแรม และสินค้าอื่นๆ เป็นจำนวนเงินกว่า 80,000 บาท โดยเจ้าของบัตรเครดิตยืนยันว่าไม่ได้เป็นคนใช้จ่ายในรายการดังกล่าว จึงขอให้ธนาคารเจ้าของบัตรตรวจสอบว่า ใครเป็นผู้ใช้ เนื่องจากว่าบัตรเครดิตยังอยู่กับตัวตลอด
แต่กลับถูกธนาคารเรียกเก็บค่าธรรมเนียมตรวจสอบ รายการละ 200 บาท เป็นเงินทั้งหมด 6,000 บาท จึงเข้าร้องเรียนกับมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค เพราะเห็นว่าสิ่งที่เกิดจึ้นเป็นหน้าที่ของธนาคารที่ต้องตรวจสอบอยู่แล้ว
นางนฤมล เมฆบริสุทธิ์ หัวหน้าศูนย์พิทักษ์สิทธิ มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค เปิดเผยข้อมูลว่า ที่ผ่านมาพบเรื่องร้องเรียนในลักษณะคล้ายกันจำนวนมาก แต่ไม่พบว่ามีธนาคารแห่งไหนเรียกเก็บเงินค่าธรรมเนียมการตรวจสอบเช่นนี้ เพราะข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นเป็นสิ่งที่ธนาคารจะต้องมีส่วนรับผิดชอบ และเมื่อตรวจสอบกับเว็บไซต์ของธนาคารแห่งประเทศไทย ก็พบว่า ธนาคารแห่งนี้ ไม่มีรายงานการเก็บค่าธรรมเนียมการตรวจสอบข้อมูลจากผู้ใช้ นอกจากนี้ในกรณีการเรียกเก็บเงิน เมื่อผู้ใช้บัตรทักท้วงว่าไม่ได้ใช้ธนาคารควรระงับการเรียกเก็บเงินทันทีจนกว่าจะพิสูจน์ได้ เพื่อให้เป็นไปตาม ประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา เรื่องให้ธุรกิจบัตรเครดิตเป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา ฉบับที่ 4 พ.ศ.2556 ข้อ 8
สำหรับการนำบัตรไปใช้โดยผู้อื่นกรณีนี้ ยังไม่ปรากฏชัดเจนว่าเป็นการใช้โดยปลอมแปลงบัตร หรือ จ่ายผ่านระบบออนไลน์ ซึ่งต้องตรวจสอบข้อมูลการใช้งานอีกครั้ง เนื่องจากเจ้าของบัตรระบุกับพีพีทีวีว่าก่อนได้รับใบเรียกเก็บเงิน ยังไม่เคยตรวจสอบว่าธนาคารมีระบบการแจ้งเตือนมาที่โทรศัพท์มือถือหรือไม่