เหตุผลสำคัญของการปรับเวลาให้เร็วขึ้นในครั้งนี้มาจาก 3 ปัจจัยหลักคือ ความกังวลเกี่ยวกับปัญหาอาวุธนิวเคลียร์ ความขัดแย้งในทะเลจีนใต้ และปัญหาโลกร้อนซึ่งรวมถึงปัญหาอากาศเปลี่ยนแปลงผิดธรรมชาติหรือ climate change
แต่เรื่องนี้ก็มีทั้งนักวิชาการที่ทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย
เช่น นักฟิสิกส์ ลอว์เรนซ์ เคราส์ จากมหาวิทยาลัยแอริโซนาสเตต บอกว่า ต้องการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่าโลกกำลังเผชิญกับอันตรายอยู่ แต่เป้าหมายหลักคือการเตือนเชิงสัญลักษณ์เพื่อให้เกิดการหารือกันในกลุ่มผู้เกี่ยวข้อง
ขณะที่ อาจารย์ชารอน สคาวโซนี ผู้รับผิดชอบงานด้านการยับยั้งการแพร่ขยายของอาวุธ ของรัฐบาลโดนัล ทรัมป์ บอกว่า เราไม่ได้อยู่ในสถานการณ์ที่มืดมนและสิ้นหวังเสียทีเดียว
“นาฬิกาวันสิ้นโลก” ( Doomsday Clock) ใครกำหนด?
นาฬิกาวันสิ้นโลก เริ่มต้นขึ้นในปี ค.ศ.1947 ช่วงนั้นกำลังเกิดสงครามเย็น (ค.ศ.1949-1990) ซึ่งฝ่ายประเทศมหาอำนาจทั้งสหรัฐฯและอดีตสหภาพโซเวียตกำลังห่ำหั่นกันอย่างดุเดือดซึ่งอาจมีการใช้นิวเคลียร์ในการทำลายล้างพอๆกันซึ่งหากเกิดขึ้นจริงรังสีของมันจะยังคงอยู่อีกหลายปีและเปลี่ยนดีเอ็นเอมนุษย์ได้นักวิทยาศาสตร์กลุ่มนี้จึงสร้าง ขึ้นมาเพื่อเป็นเครื่องหมายบอกเวลาให้กับมนุษย์ว่าโลกกำลังเข้าใกล้การทำลายอารยธรรมด้วยเทคโนโลยีอันตรายที่มนุษย์สร้างขึ้นและเป็นสัญลักษณ์บ่งบอกถึงแนวโน้มการดับสูญของโลกอันเกิดจากหายนะที่เป็นผลมาจาก “การกระทำของมนุษย์” โดยถูกสมมติให้เป็นเวลาที่โลกถึงจุดจบเนื่องจากเกิดเหตุร้ายแรง
และการปรับนาฬิกาครั้งล่าสุดก็เท่าๆกับปี 1953 ซึ่งเป็นช่วงสงครามเย็นเข้าสู่ภาวะตึงเครียดถึงขีดสุด
แต่หลังจากนั้นเมื่อสงครามเย็นเริ่มคลี่คลายในปี 1991 โดยสหรัฐฯและสหภาพโซเวียตลงนามลดอาวุธทางยุทธศาสตร์รวมทั้งสหภาพโซเวียตล่มสลายแยกตัวออกเป็นหลายประเทศและสิ้นสุดสงครามเย็นจึงมีการปรับเวลาอีกครั้งซึ่งนับได้ว่าห่างจากเวลาสิ้นโลกมากที่สุดและนานที่สุดคือ 17 นาที หรือประมาณ 23 นาฬิกา43 นาที
สำหรับการปรับเวลาวันสิ้นโลกตลอด 70 ปีที่ผ่านมา (ค.ศ.1947-2018) รวมๆก็ประมาณ 25 ครั้ง โดยเฉลี่ยจะอยู่ที่ 2-9 นาทีก่อนถึงเวลาเที่ยงคืน ซึ่งในอดีตมีปัจจัยเดียวที่นักวิทยาศาสตร์จะนำมาพิจารณาคือ “นิวเคลียร์” จนช่วงปี ค.ศ.2016 เริ่มมีการนำปัจจัยเกี่ยวกับโลกร้อนเข้ามาพิจารณา โดยนักวิทยาศาตร์ระบุว่า “ผู้นำโลกประสบกับความ “ล้มเหลว” ในการปกป้องประชาชนจากสงครามนิวเคลียร์และหนีออกจากต้นเหตุของปัญหาโลกร้อน”
อย่างไรก็ตาม นาฬิกาวันสิ้นโลก อาจไม่ใช่สิ่งที่กำหนดชะตากรรมของโลกใบนี้ได้อย่างแท้จริงแต่ก็เป็นเหมือนนาฬิกาปลุกที่คอยเตือนสติมนุษย์โลกเกือบ 8,000 ล้านคนว่า “การกระทำของมนุษย์” ในแต่ละปีกำลังทำให้เวลาของโลกเร็วขึ้นหรือช้าลงนั่นหมายความว่าสิ่งที่กำหนดอาจไม่ใช่นาฬิกาแต่คือจิตสำนึกของมนุษยชาติต่างหาก
ภาพจาก AFP
ข้อมูลจาก https://thebulletin.org/ และ Voice of America