ย้อนอ่าน ฟังเสียง “คนขายแรง” ในวันที่ค่าจ้างปรับขึ้น //www.pptvhd36.com/news/74133
หลายๆ ความเห็น มี “ความกังวลเรื่องค่าครองชีพที่มีแนวโน้มว่าจะสูงขึ้น” เนื่องมาจากราคาอาหาร ของใช้อุปโภค บริโภค ก็จะปรับราคาขึ้นตามด้วย เป็น “อาฟเตอร์ช็อคที่จะกระทบทั้งประชาชนและผู้ประกอบการ”
ซึ่งนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ออกมาสั่งการให้กระทรวงพาณิชย์ดูแลเรื่องนี้ทันที โดยระบุว่า “เรื่องนี้กระทรวงพาณิชย์ดูแลอยู่แล้วไม่ต้องกังวล” โดยนายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ยอมรับว่า ผลกระทบการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ กระทบต่อต้นค่าแรงขั้นต่ำให้ปรับเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 10.5 บาทต่อวัน กระทบต่อราคาสินค้าและบริการระดับสูงสุด เพียง 0.1%
ต่อมาคือผลกระทบที่จะเกิดกับต้นทุนผู้ประกอบการ
คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประเมินว่า กลุ่มที่ได้รับผลกระทบ คือ ภาคการผลิตที่ ใช้แรงงานเข้มข้น ภาคบริการ อย่าง ก่อสร้าง ขายส่ง ขายปลีก โรงแรม กลุ่มอุตสาหกรรม เช่น ผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่ม การฟอกและตกแต่งหนังฟอก เครื่องจักรสำนักงาน โลหะขั้นมูลฐาน
แต่ภาคที่ได้รับผลกระทบ “มากที่สุด” คือ เอสเอ็มอี
โดยมองว่า การปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำครั้งนี้ไม่สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจโดยรวม และจะส่งผลต่อต้นทุนค่าจ้างแรงงานและการผลิตเพิ่มขึ้น ทำให้ผู้ประกอบการไม่สามารถปรับตัวทันและเป็นการเร่งให้มีอัตราการว่างงานที่เร็วขึ้นเพราะผู้ประกอบการก็ต้องนำเครื่องจักรมาทดแทนเร็วขึ้นด้วย จึงมีความเป็นห่วงภาคเกษตร บริการและ เอสเอ็มอี
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลยัง ออก 3 มาตรการมาช่วยผู้ประกอบการอีกทางหนึ่งเพื่อไม่ให้กระทบต้นทุนและไปขึ้นราคาสินค้าเพื่อผลักภาระให้กับผู้บริโภค
มาตรการแรก คือ มาตรการลดหย่อนภาษี โดยให้ผู้ประกอบการนำรายจ่ายที่จ่ายเป็นค่าแรงให้ลูกจ้างมาลดหย่อนภาษีได้ไม่เกิน 1.15 เท่า โดยให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายนไปจนถึงสิ้นปีนี้ แต่มีเงื่อนไขว่าบริษัทต้องมีรายได้ไม่เกิน 100 ล้านบาท และมีลูกจ้างไม่เกิน 200 คน
มาตรการที่สอง คือ การช่วยเหลือ เอสเอ็มอี เพราะคาดว่าส่งผลต่อผู้ประกอบการ 0.5-1% โดยจัดอบรมเข้าโครงการจะช่วยลดต้นทุนเอสเอ็มอี 10%
มาตรการที่สาม คือ การยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 50% 3 ปี สำหรับผู้ประกอบการที่มีการนำเครื่องจักรมาปรับปรุงและมีการนำระบบดิจิทัลและอินเทอร์เน็ตมาช่วยในการจัดการธุรกิจ
นอกจากนี้ ทีมนิวมีเดีย พีพีทีวี ยังเริ่มเห็นการปรับเพิ่มราคาของร้านอาหาร ค่าเดินทาง บางรายการ แม้ว่าบางอย่างอาจไม่ได้มีผลมาจากการปรับขึ้นค่าแจ้งขั้นต่ำโดยตรงแต่ก็จะกลายเป็นอีกหนึ่งต้นทุนที่เพิ่มขึ้นของค่าครองชีพที่สุดท้ายก็อาจจะหักล้างกับรายได้ที่เพิ่มเข้ามาอยู่ดี เช่น
ซานตาเฟ่ สเต็ก เตรียมปรับขึ้น ราคาอาหาร 3-5% โดยนายสุรชัย ชาญอนุเดช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เคที เรสทัวรองท์ จำกัด ยอมรับว่า ค่าแรงพนักงานคิดเป็น 23% ของต้นทุนทำให้บริษัทต้องปรับแผนงานให้สอดรับกับสถานการณ์
3 ก.ค. นี้ ค่าบริการรถไฟฟ้าใต้ดิน (เอ็มอาร์ที) เพิ่มขึ้น สถานีละ 1 บาท ตามสัญญาสัมปทานที่ทำไว้กับ บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ หรือ บีอีเอ็ม ทุกๆ 2 ปี แต่จะปรับเพิ่มขึ้น 3 สถานีจากทั้งหมด 18 สถานี(ยังไม่ได้ระบุว่าสถานีใดบ้าง) แต่ทั้ง 3 สถานีจะเป็นสถานีระหว่างทาง ไม่ส่งผลต่อเพดานค่าโดยสารเดิมที่คิดในอัตรา 16-42 บาท
19 เม.ย.2561 ขึ้นค่าทางด่วน ชลบุรี-พัทยา โดยแบ่งการคำนวณตามระยะทาง ซึ่งรถยนต์ 4 ล้อจะจ่ายค่าธรรมเนียมสูงสุดไม่เกิน 105 บาท
ค่าทางด่วน 2 เส้นทาง คือ ทางด่วนอุดรรัถยา (บางปะอิน-ปากเกร็ด) ภายใต้สัมปทานของบริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) และทางพิเศษศรีรัชภายใต้สัมปทานของบริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นไปตามสัญญา ที่ต้องปรับค่าผ่านทางทุกๆ 5 ปี ทั้งนี้ต้องขึ้นอยู่กับอัตราเงินเฟ้อในเดือน พ.ค. 2561 หากคำนวณแล้วอัตราเงินเฟ้อเกิน 5 บาท ก็จะต้องปรับขึ้นโดยจะมีผลช่วงเดือน พ.ย.2561
สุดท้ายต่อให้ค่าจ้างขั้นต่ำจะปรับเพิ่มอีกกี่บาทสิ่งที่เราชาวแรงงานจะทำได้คือ “ประหยัดและพอเพียง”