วันนี้ (11 ก.พ.61) พ.ต.อ.พูนศักดิ์ ประเสริฐเมธ รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดกาญจนบุรี ในฐานะหัวหน้าคณะพนักงานสอบสวนคดี นายเปรมชัย กรรณสูต ประธานบริหารและกรรมการบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน)ขณะนี้สอบพยานไปแล้วประมาณ 10 ปาก โดยจะสอบปากคำเพิ่ม 3 คน คือ นายนพดล พฤษะวรรณ อดีตข้าราชการกรมอุทยาน ที่เป็นคนประสานให้นายเปรมชัยกับพวกเข้าพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า และเจ้าหน้าที่ประจำจุดตรวจ 2 คน ที่ทำหน้าที่บริเวณประตูทางเข้า ในวันที่นายเปรมชัยเดินทางเข้าพื้นที่ โดยจะสอบสวนว่าเข้าข่ายการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ และนายเปรมชัยกับพวกมารถคันเดียวกันหรือไม่ นอกจากนี้ตำรวจเตรียมสอบปากคำนายเปรมชัยอีกครั้ง
ด้านพล.ต.ท.ฐิติราช หนองหารพิทักษ์ ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง เปิดเผยว่า สำหรับคดีนี้เป็นตำรวจภูธรภาค 7 ผู้รับผิดชอบ แต่ตำรวจสอบสวนกลางก็เตรียมพร้อมรับทำคดีนี้ด้วยเช่นกัน แต่คงต้องรอให้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเป็นผู้สั่งการ และขณะนี้เป็นการทำงานควบคู่กันไป
สำหรับกระแสข่าวลือเรื่องนายเปรมชัย กรรณสูตร กับพวกเดินทางหลบหนีออกช่องทางธรรมชาติ พ.ต.อ.ประสาธน์ เขมะประสิทธิ์ ผู้กำกับการตรวจคนเจ้าเมือง จ.กาญจนบุรี ระบุว่า มีหนังสือสั่งการให้เจ้าหน้าที่จุดผ่านแดนบ้านพุน้ำร้อน อ.เมือง จุดผ่อนปรนทางการค้าบ้านพระเจดีย์สามองค์ อ.สังขละบุรี และด่านตรวจถาวร อ.ไทรโยค ให้ตรวจสอบบุคคลที่เดินทางเข้าออกประเทศอย่างละเอียด ขณะนี้ยังไม่ได้รับรายงานว่า นายเปรมชัย เดินทางออกไปประเทศเมียนมาทางด้าน จ.กาญจนบุรี
ขณะที่ พล.ต.ท.สุทธิพงษ์ วงษ์ปิ่น ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เปิดเผยว่า ถึงแม้ศาลจะไม่มีคำสั่งห้ามนายเปรมชัยเดินทางออกนอกประเทศ แต่ทางตำรวจ ตม. จะต้องลงบัญชีเฝ้าดูไว้ว่านายเปรมชัยและพรรคพวกมีการเดินทางออกนอกประเทศหรือไม่ และไปทางด่านไหนหรือจุดไหน ส่วนกระแสข่าวว่านายเปรมชัยหลบหนีไปยังบ้านพักที่ทวาย ประเทศเมียนมาร์นั้น หากมีการพิสูจน์ทราบว่าไปอยู่ที่ทวายจริง ก็เป็นเรื่องของพนักงานสอบสวนว่าต้องการตัวหรือไม่ ที่สำคัญนายเปรมชัยเดินทางไปได้อย่างไร ในเมื่อไม่ใช่เส้นทางเข้าออกที่ถูกต้อง แต่ยืนยันว่าจนถึงขณะนี้ยังไม่พบข้อมูลว่านายเปรมชัยเดินทางออกนอกประเทศไทย
ด้านนายสราวุธ เบญจกุล เลขาธิการ สำนักงานศาลยุติธรรม ให้ความเห็นทางกฎหมาย ว่า ตามกระบวนการจะต้องพิจารณาสำนวนจากพนักงานสอบสวนว่ามีการรวบรวมพยานหลักฐานโดยระบุพฤติการณ์ความผิดอย่างไรบ้าง ซึ่งในการพิจารณาคดีของศาลจะบังคับใช้กฎหมายโดยเสมอภาคไม่ว่าผู้กระทำผิดจะมีฐานะอย่างไรและยืนยันว่าไม่มีสองมาตรฐาน ส่วนพยานหลักฐานที่ปรากฏทางสื่อ อาทิ เสื้อผ้าและการเตรียมอุปกรณ์ต่างๆ ก็ถือเป็นพยานหลักฐานอย่างหนึ่ง ประกอบกับในยุคปัจจุบันมีการใช้โซเชียลมีเดียซึ่งบทลงโทษทางสังคมก็มีผลกระทบต่อผู้กระทำด้วย
ขณะที่บนโลกโซเชียลกลุ่มคนนักเดินป่าได้โพสต์ให้กำลังใจ น.ส.กาญจนา นิตยะ ผู้อำนวยการสำนักอนุรักษ์สัตว์ป่า โดยระบุว่าต้องทำความเข้าใจที่ถูกต้องกันก่อนว่าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ไม่ใช่พื้นที่หวงห้าม เช่น น้ำตกทีลอซู ที่คนไปเทียวกันจำนวนมากนั่นก็เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอุ้มผาง เช่นเดียวกับป่าทุ่งใหญ่นเรศวรก็ไม่ใช่ที่หวงห้าม เราควรเข้าใจให้ชัดเจนครับว่าการกระทำผิดในครั้งนี้ไม่ใช่การอนุญาตให้เข้าเขตหวงห้าม แต่การกระทำผิดกฎหมายคือคนที่เข้าไปแล้วเอาอาวุธเข้าไปล่าสัตว์ป่าในพื้นที่เขตอนุรักษ์ ก็ต้องเอาผิดกับคนที่กระทำ “เปรมชัยอาจจะฆ่าเสือดำด้วยปืน แต่ถ้าคุณแชร์ข่าวปรักปรำคนดีๆโดยไม่ทำความเข้าใจแบบนี้ ก็จะฆ่าคนดีๆด้วยคีย์บอร์ดเช่นกัน”