สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า งานวิจัยดังกล่าวรวบรวมโดยโครงการ “100 Women” ของสำนักข่าวบีบีซี อ้างอิงสถิติขององค์การสหประชาชาติที่ชี้ให้เห็นว่า 80% ของผู้ที่ต้องอพยพโยกย้ายถิ่นฐาน จากปัจจัยเรื่องสภาพอากาศโลกเปลี่ยนแปลง (Climate change) คือ ผู้หญิง เนื่องด้วยบทบาทหลักของการเป็นผู้ดูแล จัดหาอาหาร และสิ่งของจำเป็นให้กับสมาชิกในครอบครัว ทำให้พวกเธอมีสภาพชีวิตที่ลำบากและอ่อนแอลง เมื่อเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติอย่างน้ำท่วมหรือภัยแล้ง
โดยมีการยกตัวอย่างสถานการณ์ในประเทศแถบแอฟริกากลาง ซึ่งทะเลสาบชาด (Lake Chad) แห้งเหือดไปแล้วกว่า 90% ส่งผลกระทบต่อกลุ่มชนพื้นเมืองในพื้นที่โดยเฉพาะ จากการเปิดเผยของผู้ประสานงานหน่วยงานที่ดูแลหญิงชนพื้นเมืองในพื้นที่ พบว่า ผู้ชายส่วนใหญ่จะเข้าไปหางานทำในเมืองในช่วงฤดูแล้ง หน้าที่การดูแลครอบครัวและชุมชนทั้งหมดจึงตกเป็นของผู้หญิง เมื่อแหล่งน้ำลดลง แม่บ้านก็จำเป็นต้องเดินไปหาบน้ำไกลขึ้น
ขณะที่ปัญหาภัยแล้งก็มีแนวโน้มจะกินระยะเวลานานขึ้น เป็นเหตุให้ผู้หญิง ซึ่งต้องแบกรับภาระในส่วนนี้เพียงลำพัง ต้องใช้แรงงานหนักขึ้นเพื่อดูแลครอบครัว ซึ่งไม่ใช่เฉพาะผู้หญิงในพื้นที่ชนบทและห่างไกลเท่านั้นที่ได้รับผลกระทบ สถิติทั่วโลกพบว่า ผู้หญิงมักจะประสบปัญหาความยากจน และมีสถานภาพทางเศรษฐกิจและสังคมต่ำกว่าผู้ชาย ทำให้แนวโน้มที่ผู้ประสบภัยธรรมชาติที่เป็นผู้หญิง จะปรับตัวและฟื้นตัวจากความสูญเสียได้ยากกว่าผู้ชาย
ด้านศาสตราจารย์ แจ็กเกอลีน ลิตต์ อาจารย์ด้านสตรีศึกษา จากมหาวิทยาลัยรัทเจอร์ส ในรัฐนิวเจอร์ซีย์ ของสหรัฐอเมริกา เปิดเผยผลสำรวจหลังจากที่พายุเฮอร์ริเคนแคทรีนาพัดถล่มในปี 2005 ซึ่งทำให้เกิดน้ำท่วมใหญ่ในเมืองลุยเซียนา พบว่าผู้ที่ได้รับผลกระทบส่วนใหญ่ คือ ผู้หญิงชาวอเมริกันเชื้อสายแอฟริกัน ซึ่งส่วนใหญ่มีฐานะยากจน และส่วนใหญ่เป็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยว
นอกจากนี้ ยังมีรายงานการใช้ความรุนแรงกับผู้หญิง รวมถึงปัญหาคุกคามทางเพศเพิ่มขึ้น ในช่วงที่เกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติด้วย ขณะเดียวกัน ในช่วงที่เกิดแผ่นดินไหวและคลื่นสึนามิในมหาสมุทรอินเดีย เมื่อปี 2004 องค์การบรรเทาทุกข์ออกซ์แฟม รายงานว่า ผู้ที่รอดชีวิตในศรีลังกา อินโดนีเซีย และอินเดีย เป็นผู้ชายมากกว่าผู้หญิง คิดเป็นสัดส่วน 3 ต่อ 1 ซึ่งแม้จะไม่มีการสรุปสาเหตุที่แน่ชัด แต่คาดว่าเป็นเพราะ ผู้ชายส่วนใหญ่จะว่ายน้ำได้ ขณะที่ผู้หญิงต้องเสียเวลาในการอพยพหนีภัยธรรมชาติ ไปกับการห่วงพะวง ดูแลเด็กและสมาชิกคนอื่นๆในครอบครัว
ทั้งนี้องค์การสหประชาชาติได้เล็งเห็นถึงปัญหานี้ และในปี 2015 ได้มีการผลักดันให้บรรจุประเด็นปัญหาเหล่านี้ไว้ในข้อตกลงปารีส ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก เพื่อให้ทุกประเทศมองเห็นปัญหา และหามาตรการช่วยเหลือและสนับสนุนผู้หญิงมากขึ้น
ขณะเดียวกันความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นในหลายประเทศทั่วโลก เนื่องในวันสตรีสากลกันบ้าง เริ่มกันที่ประเทศสเปน ล่าสุด กระทรวงคมนาคมสเปนออกมาประกาศว่า รถไฟโดยสารส่วนใหญ่ในประเทศวันนี้จะไม่สามารถให้บริการได้ เนื่องจากมีการนัดหยุดงานประท้วง 24 ชั่วโมง เพื่อเรียกร้องความเท่าเทียมทางเพศ เนื่องในวันสตรีสากล โดยเมื่อคืนวานนี้ ผู้หญิงสเปนในหลายเมืองทั่วประเทศพร้อมใจกันนัดหยุดงานประท้วง และแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ด้วยการนำหม้อหรือกระทะออกมาเคาะ หวังช่วยเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งแก้ปัญหาค่าแรงที่ไม่เป็นธรรม ปัญหาการคุกคามทางเพศ และปัญหาความรุนแรงในครอบครัว โดยเมื่อปีที่ผ่านมา ผู้หญิงในประเทศสเปนได้รับค่าแรงน้อยกว่าผู้ชายเฉลี่ยถึง 15% และมีผู้หญิงที่เสียชีวิตจากปัญหาความรุนแรงในครอบครัวถึง 99 คน
นอกจากนี้ร้านฟาสต์ฟู้ดชื่อดังของสหรัฐอเมริกาอย่าง แมคโดนัลด์ ก็ร่วมฉลองวันสตรีสากลกับเขาด้วย ด้วยการกลับหัวตัวอักษร M สีเหลืองทองที่อยู่ในโลโก้ของแบรนด์ เป็น W ซึ่งเป็นตัวอักษรตัวแรกของคำว่า Women นั่นเอง โดยจะปรับเปลี่ยนทั้งในช่องทางออนไลน์ รวมถึงป้ายโลโก้ที่อยู่หน้าร้าน โดยบริหารแมคโดนัลด์กล่าวว่า ตั้งใจจะแสดงให้เห็นว่า สตรีมีส่วนสำคัญยิ่งที่ทำให้เกิดความสำเร็จในหลายๆด้าน โดยเฉพาะในองค์กรแมคโดนัลด์ ซึ่งปัจจุบัน 60% ของผู้จัดการสาขาเป็นผู้หญิง
อย่างไรก็ตามที่ประเทศรัสเซีย ผู้หญิงในหลากหลายเมืองอาจจะรู้สึกตกใจเล็กน้อย ที่จู่ ๆ ก็ถูกตำรวจเรียกให้จอดรถหรือเรียกมาพูดคุย ก่อนที่บรรดาตำรวจจะทำเซอร์ไพรซ์ด้วยการมอบดอกไม้ให้พวกเธอเป็นของขวัญ เพื่อร่วมฉลองวันสตรีสากล ซึ่งถือเป็นวันหยุดราชการด้วย นอกจากจะเป็นวันสตรีสากลแล้ว ชาวรัสเซียยังถือโอกาสในวันที่ 8 มี.ค. เป็นวันที่ครอบครอบครัวจะได้ฉลองการเริ่มต้นฤดูใบไม้ผลิ ด้วยการมอบดอกไม้ให้กับญาติๆ ที่เป็นผู้หญิง เช่น แม่ น้องสาว พี่สาว และ ลูกสาว รวมทั้งยังเป็นวันที่ผู้ชายจะรับทำงานบ้านแทนที่ผู้หญิงทั้งหมดด้วย