วันนี้ (10 มี.ค.61) ดร.กณิตา อุ่ยถาวร หัวหน้าหน่วยปฏิบัติการนิติวิทยาศาสตร์สัตว์ป่า กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช ในฐานะผู้รับผิดชอบและควบคุมดูแลการตรวจดีเอ็นเอสัตว์ป่า คดีล่าเสือดำ ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร ออกมายืนยันผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวของเธอ ว่า “เขียงและมีด” ที่ยึดได้จากที่ตั้งแคมป์ของนายเปรมชัย กรรณสูต และพวกรวม 4 คน ยังสามารถตรวจสอบดีเอ็นเอของบุคคลได้อย่างแน่นอน เพราะระหว่างการตรวจสอบหาดีเอ็นเอสัตว์ ของหน่วยปฏิบัติการนิตวิทยาศาสตร์ของกรมอุทยานฯ ไม่มีการปนเปื้อนของสารเคมี และเจ้าหน้าที่นิติวิทยาศาสตร์สัตว์ป่าทุกคน ใส่ถุงมือระหว่างทำงาน จึงไม่มีลายนิ้วมือของเจ้าหน้าที่ไปปะปนอย่างแน่นอนเช่นกัน
ข้อความของหัวหน้าหน่วยปฏิบัติการนิติวิทยาศาสตร์ สัตว์ป่า ถูกโพสต์ขึ้นเมื่อช่วงเช้าวันนี้ หลังเมื่อวานนี้ พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ให้ข้อมูลกับสื่อมวลชนว่า มีดอีโต้และวัตถุพยานในจุดเกิดเหตุบางส่วนไม่สามารถตรวจดีเอ็นเอของมนุษย์ได้ เพราะมีสารเคมีที่เจ้าหน้าที่อุทยานฯใช้ตรวจสอบเจือปนอยู่
หัวหน้าหน่วยปฏิบัติการนิติวิทยาศาสตร์ สัตว์ป่า กรมอุทยานฯ อ้างผ่านเพจเฟซบุ๊กด้วยว่า วัตถุพยานต่างๆ เช่น เขียง และ มีดทั้งหมด 6 เล่ม กรมอุทยานฯไม่ได้นำมาตรวจสอบทางวิทยาศาสตร์ตั้งแต่แรก แต่ได้รับมอบมาจากพนักงานสอบสวน สภ.ทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี ที่นำมามอบให้วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2561 พร้อมเอกสารที่ระบุว่าผ่านการตรวจลายนิ้วมือและดีเอ็นเอของมนุษย์แล้วจากตำรวจพิสูจน์หลักฐาน แต่ต้องการตรวจดีเอ็นเอของเสือดำจึงส่งให้กรมอุทยานฯมาตรวจสอบต่อ
ส่วนประเด็น มีดพก 2 เล่ม ที่นิติวิทยาศาสตร์สัตว์ป่าฯ ตรวจพบดีเอ็นเอของเสือดำ แต่ทางตำรวจ ให้สัมภาษณ์ว่า อาจไม่ใช่เครื่องมือชำแหละเสือดำ ด็อกเตอร์กณิตา โพสต์อีกข้อความหนึ่งว่า จะรอติดตามความคืบหน้าและรอฟังผลพิสูจน์วัตถุพยานที่เหลือจากตำรวจพิสูจน์หลักฐานต่อไป ซึ่งชุดคลี่คลายคดีตั้งกรอบเวลาว่าจะส่งสำนวนให้อัยการพิจารณาสั่งฟ้องภายในวันที่ 24 มีนาคม