วันนี้ (26 มี.ค.61) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การประเมินราคาเพื่อเรียกค่าเสียหายต่อนายเปรมชัย กรรณสูต ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทอินตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเม้นต์ จำกัด (มหาชน) โดยกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ใช้วิธีคิดจากราคาจัดซื้อเสือดำของสวนสัตว์ไนท์ซาฟารีเมื่อปี 2549 กับโครงการเพาะพันธุ์และอนุรักษ์พันธุกรรมเสือโคร่ง เพื่อคืนสู่ถิ่นกำเนิดในธรรมชาติ บริเวณพื้นที่กลุ่มป่าตะวันตกฯ ปี 2558 ส่วนไก่ฟ้าหลังเทาและหมูป่า ประเมินราคาการซื้อขายทั่วไป โดยกรมอุทยานแห่งชาติ คิดมูลค่าเสือดำ 12.7 ล้านบาท ไก่ฟ้าหลังเทาและหมูป่า ตัวละ 25,000 บาท รวมค่าเสียหาย 12.75 ล้านบาท
ทั้งนี้สำหรับเสือดำ ประเมินจากความยากในการขยายพันธุ์ตามธรรมชาติ เพราะแม่เสือดาว 1 ตัว ออกลูกครั้งละประมาณ 8 ตัว โดยใน 8 ตัว จะมีชีวิตรอดจนหากินเองได้ประมาณ 2 ตัว ขณะที่ลูกเสือดาว มีโอกาสน้อยมากที่จะออกมากเป็นเสือดำ และโอกาสการผสมพันธุ์เสือดำด้วยกันในธรรมชาติก็โอกาสน้อยมาก ซึ่งในไทยจากการสำรวจของนักวิจัยเสือเขานางรำ มีเสือดำอยู่ประมาณ 25 ตัว
ขณะที่นายเปรมชัย กรรณสูต นายยงค์ โดดเครือ นายธานี ทุมมาศ และนางนที เรียมเสน 4 ผู้ต้องหา ในคดีร่วมกันล่าสัตว์ป่าคุ้มครอง และอีก 8 ข้อหา เดินทางเข้ารายงานตัวที่ศาลจังหวัดทองผาภูมิ ตามนัดผัดฟ้องฝากขังผัดที่ 4 ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด โดยใช้เวลาประมาณ 15 นาที ในการเซ็นชื่อรับทราบก่อนเดินทางกลับ และศาลนัดรายงานตัวครั้งต่อไปในผัดฟ้องฝากขัง ผัดที่ 5 วันที่ 9 เม.ย. นี้
โดยส่วนความคืบหน้าทางคดี พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาเพิ่มอีก 1 ข้อหา ในฐานความผิดตาม พรบ.ศุลกากร 2469 หลังการตรวจสอบงาช้างไม่พบหลักฐานนำเข้ามาจริง ส่วนปืนโบราณ หรือปืนคาบศิลา ไม่สามารถแจ้งข้อกล่าวหา ตามพรบ.ศุลกากรได้ เพราะไม่สามารถระบุได้ว่า เป็นปืนนำเข้า หรืออยู่ในประเทศมามากน้อยแค่ไหน ทำให้ปืนดังกล่าวต้องตกเป็นของแผ่นดินตาม พ.ร.บ.โบราณวัตถุ โดยขณะนี้นายเปรมชัย ถูกแจ้งข้อกล่าวหารวมทั้งหมด 13 ข้อหา และวันพรุ่งนี้ (27 มี.ค.61) กรมอุทยานฯ เตรียมร้องทุกข์เพิ่ม ในข้อหายื่นเอกสารอันเป็นเท็จ กรณียื่นเอกสารครอบครองงาช้างอันเป็นเท็จ ส่วนกรณีที่มีกระแสข่าวเรื่องไม่พบดีเอ็นเอที่อาวุธปืน อาจเป็นช่องโหว่ทางคดี พล.ต.อ.ศรีวราห์ ระบุว่า ปืนเป็นเพียงส่วนหนึ่ง แต่หลักฐานสำคัญที่พบดีเอ็นเอ คือ มีด และเขียง ทำให้ยืนยันได้ว่าสำนวนการสอบสวนไม่อ่อนตามที่มีกระแสข่าว
นอกจากนี้ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ให้ความเห็นกรณี ที่นายปรเมศวร์ อินทรชุมนุม รองอธิบดีสำนักงานชี้ขาดคดีอัยการสูงสุด ได้โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวแสดงความเป็นห่วงสำนวนคดีของนายเปรมชัย ว่า ขอบคุณที่นายปรเมศร์ เป็นห่วงและให้ความสนใจในคดี แต่คดีนี้เป็นหน้าที่ของพนักงานอัยการภาค 7 เป็นผู้ดูแลสำนวน และหากเกิดข้อบกพร่องทางพนักงานอัยการภาค 7 จะเป็นผู้ดูแลเอง
ขณะเดียวกัน ล่าสุดผลการประชุมสำนวนคดีของพนักงานอัยการ นายสมเจตน์ อำนวยสวัสดิ์ อัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 2 ภาค 7 หัวหน้าคณะทำงานคดีนายเปรมชัย เปิดเผยว่า จากการประชุมหลังพนักงานสอบสวน สภ.ทองผาภูมิ ส่งผลการสอบสวนเพิ่มเติมให้เป็นครั้งที่สอง พบว่าสำนวนคดียังไม่ครบถ้วน และยังขาดอีก 2 ประเด็น ที่ได้สั่งการให้สอบสวนเพิ่มเติมไปแล้ว แต่อาจมีการเข้าใจคลาดเคลื่อน เนื่องจากพยานหลักฐานที่ส่งมานั้นไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริง ซึ่งขณะนี้ได้แจ้งพนักงานสอบสวนทางวาจาให้นำพยานหลักฐาน และข้อกฎหมายในประเด็นที่ยังขาดไปมาส่งมอบให้เพิ่มเติม คาดว่าจะสามารถดำเนินการแล้วเสร็จได้ภายใน 2-3 วัน