งานวิจัยเรื่อง "The effect of phubbing on social interaction" ผลกระทบของการละเลยคนรอบข้างผ่านโทรศัพท์มือถือ ซึ่งเป็นผลงานวิจัยที่ทำร่วมกันระหว่าง นพ.วรตม์ โชติพิทยสุนนท์ จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น กรมสุขภาพจิต และศาตราจารย์ ดร.คาเร็น ดักกลาส ศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาสังคม มหาวิทยาลัยเคนท์ หรือ Prof.Karen Douglas จาก University of Kent ประเทศอังกฤษ ซึ่งได้รับการตีพิมพ์ในวารสารนานาชาติ Journal of Applied Social Psychology ระบุว่า สังคมก้มหน้า หรือการใช้งานโทรศัพท์มือถือระหว่างสนทนาเป็นการละเลยคนรอบข้างผ่านโทรศัพท์มือถือ
ทั้งนี้ การศึกษาวิจัยพฤติกรรมฟับบิ้ง (Phubbing) หรือ การละเลยคนรอบข้างผ่านโทรศัพท์มือถือ ได้รวบรวมผู้เข้าร่วมวิจัยจำนวน 153 ราย แล้วสุ่มแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม แต่ละกลุ่มจะต้องดูแอนิเมชั่น ความยาว 3 นาที เป็นเรื่องราวของคู่สนทนา 2 คนในห้องนั่งเล่น โดยผู้เข้าร่วมวิจัยถูกมอบหมายให้จินตนาการว่าตนเองเป็นหนึ่งในคู่สนทนานั้น โดยแอนิเมชั่นที่ใช้ในการสร้างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม มี 3 แบบ ที่มีความแตกต่างกันในปริมาณของพฤติกรรมฟับบิ้ง ซึ่งกลุ่มแรกจะไม่มีการฟับบิ้งเกิดขึ้นในการสนทนาเลย กลุ่มที่สองจะมีการฟับบิ้งเกิดขึ้นครึ่งหนึ่งของการสนทนา ในขณะที่กลุ่มสุดท้ายจะได้ดูเพื่อน(ในคลิป)นั่งก้มหน้ามองโทรศัพท์ตั้งแต่ต้นจนจบการทดลอง
ผลการวิจัย พบว่า ยิ่งความเข้มข้นของการฟับบิ้งในการสนทนามากขึ้น ผู้ที่ถูกละเลยจะยิ่งรู้สึกว่า การสนทนานั้นแย่ลงไปเรื่อยๆ โดยผลวิจัยชี้ว่าความพึงพอใจในความสัมพันธ์ (relationship satisfaction) และคุณภาพของการสนทนา (communication quality) ลดลงอย่างชัดเจนจากการถูกฟับบิ้ง ส่วนด้านอารมณ์ผลการวิจัยก็ยืนยันว่า การฟับบิ้งจะเพิ่มอารมณ์ทางลบของมนุษย์ เช่น โกรธ เกลียด กังวล ในขณะเดียวกันก็ลดอารมณ์ทางบวกของมนุษย์ เช่น ดีใจ สุข สดชื่น ไปด้วย
ที่สำคัญที่สุดของงานนี้ คือ การพบว่าฟับบิ้งส่งผลร้ายชัดเจนต่อความต้องการขั้นพื้นฐานของมนุษย์ (Basic human needs) ด้วย โดยความต้องการขั้นพื้นฐานของมนุษย์ในเชิงจิตวิทยา หมายถึง ความต้องการเบื้องลึกในจิตใจของมนุษย์ต่อการดำรงอยู่ในสังคมนี้ ซึ่งตามทฤษฎีมี 4 ประการ
1) sense of belonging: คนเราต้องการความรู้สึกมีส่วนร่วม
2) self-esteem: คนเราต้องการความเชื่อมั่นในตนเอง
3) meaningful existence: คนเราต้องการการมีตัวตนที่มีความหมาย
4) sense of control: คนเราต้องการควบคุมสถานการณ์ต่างๆ ได้
นพ.วรตม์ กล่าวถึงจุดเริ่มต้นของงานวิจัยนี้ว่า เกิดจากในช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมา เห็นคนไทยจำนวนมากออกมาทำกิจกรรมต่างๆ ร่วมกัน แต่กลับไม่มองหน้ากัน เพราะแต่ละคนก้มหน้ามองโทรศัพท์มือถือของตนเอง จนกลายเป็นภาพเหมือนคนมานั่งรวมตัวเล่นโทรศัพท์ตามที่ต่างๆ แทนที่จะพูดคุยสนุกสนานเฮฮากันเหมือนสมัยก่อน หลายคนที่ถูกเพื่อนละเลยจากพฤติกรรมนี้ก็พยายามที่จะเตือนเพื่อนให้ลดพฤติกรรมนี้ลง แต่ก็มักถูกตอบกลับมาว่าไม่เห็นจะเป็นอะไร ทุกคนก็ทำกัน บางคนรู้สึกเฉยๆ กับพฤติกรรมนี้ ในขณะที่บางคนรู้สึกเจ็บปวด หงุดหงิดใจ ดังนั้น ผมกับศจ.คาเร็น จึงเกิดคำถามวิจัยขึ้นมาว่า พฤติกรรมละเลยคนรอบข้างผ่านโทรศัพท์มือถือนั้น มีผลกระทบต่อมนุษย์จริงหรือไม่? และส่งผลได้อย่างไร?
นพ.วรตม์ กล่าวว่า งานวิจัยชิ้นนี้ชี้ให้เห็นว่า การละเลยคนรอบข้างผ่านโทรศัพท์มือถือนั้น ไม่ได้ส่งผลร้ายต่อเพียงการสนทนาหรือการปฏิสัมพันธ์ระหว่างคนในกลุ่ม แต่ยังส่งผลเข้าไปถึงสภาวะทางจิตใจของตัวผู้ถูกละเลยอย่างรุนแรงด้วย โดยผู้ที่ถูกละเลยจะเกิดอารมณ์ด้านลบอย่างมาก ซึ่งหากมีอารมณ์ด้านลบเช่นนี้อยู่ต่อเนื่องในจิตใจก็อาจส่งผลให้เกิดปัญหาสุขภาพจิตได้ในอนาคต นอกจากนั้นยังทำร้ายความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ โดยทำลายความรู้สึกต่อการรวมกลุ่ม ทำลายความเชื่อมั่นในตนเอง ทำลายคุณค่าของการมีตัวตน และทำให้รู้สึกว่าเราไร้พลังที่จะควบคุมสิ่งต่างๆ รอบตัว ผลทั้งหมดนี้แทบไม่ต่างจากกการจงใจกีดกันขับไล่เพื่อนคนใดคนหนึ่งออกจากกลุ่มเลย
นพ.วรตม์ กล่าวต่อว่า งานวิจัยชิ้นนี้ สามารถตอบคำถามที่ว่า การก้มหน้าเล่นโทรศัพท์มือถือโดยไม่สนใจคนรอบข้างนั้นทำร้ายคนรอบข้างอย่างไร? ผลที่แสดงออกมานั้นจะช่วยให้สังคมรอบข้างต้องตระหนักมากขึ้นถึงภัยแฝงที่มาจากพฤติกรรมฟับบิ้งนี้ เมื่อเราหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเล่นระหว่างการสนทนาเราก็ควรต้องตระหนักว่า เรากำลังทำลายวงสนทนานั้น ทั้งยังอาจสร้างบาดแผลและทำร้ายสุขภาพจิตของคนรอบข้างโดยที่เราเองไม่ได้ตั้งใจ
“ผมอยากให้งานวิจัยชิ้นนี้ช่วยลดพฤติกรรมฟับบิ้งของคนไทย ให้เรากลับมาเป็นสังคมที่พูดคุยเฮฮายิ้มแย้มแจ่มใสเหมือนเดิม ได้ทำความรู้จักคนรอบข้างมากขึ้น พูดคุยกันมากขึ้น ได้มองหน้าสบตาคนในครอบครัวของเรามากขึ้น ใช้เวลาทุกช่วงนาทีในการสร้างความสุขให้แก่กันและกันในโลกของความเป็นจริง เพราะคนที่จะคอยอยู่เคียงข้างเราในวันที่ลำบากอาจจะเป็นคนที่อยู่ตรงหน้า ไม่ใช่โทรศัพท์มือถือ” นพ.วรตม์ กล่าว
ขอบคุณภาพจาก AFP