สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า แท็กซี่สีดำซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของกรุงลอนดอนรุ่นใหม่นี้ เพิ่งเริ่มให้บริการอย่างเป็นทางการไปเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ทันเวลากับที่ข้อบังคับใหม่มีผลบังคับใช้ในเดือนมกราคม ซึ่งกำหนดให้แท็กซี่ที่ออกมาใหม่ ต้องเป็นรถยนต์ที่ไม่มีการปล่อยไอเสียหรือไม่ก็เป็นรถยนต์ไฮบริด
แต่ตอนนี้ บริษัทลอนดอน อิเล็กทริก เวฮิเคิล คอมปานี (London Electric Vehicle Company, LEVC) ผู้ผลิต กำลังมองไกลไปถึงตลาดทั่วโลก โดยนายคริส กับบีย์ ซีโอโอของ LEVC บอกว่าหลายๆ เมืองกำลังพิจารณาออกกฎหมายที่เป้าหมายเพื่อลดมลพิษทางอากาศ ซึ่งรถแท็กซี่ลอนดอนรุ่นใหม่นี้สามารถตอบโจทย์ผู้ให้บริการแท็กซี่ทั่วโลกได้เป็นอย่างดี
ล่าสุด บริษัทมีคำสั่งซื้อเข้ามาแล้วจากเนเธอร์แลนด์และนอร์เวย์ และหวังว่าจะส่งออกแท็กซี่ไฟฟ้าไปยังประเทศอื่นๆ เช่น เยอรมนี ออสเตรเลีย และประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
สำหรับแท็กซี่ไฟฟ้านี้ สามารถวิ่งได้ 130 กิโลเมตร ต่อการชาร์จไฟ 1 ครั้ง แต่ก็มีระบบขับเคลื่อนสำรองด้วยน้ำมัน ที่ช่วยเพิ่มระยะได้ถึง 600 กิโลเมตร อย่างไรก็ตาม สำหรับการขับขี่ในเมือง การใช้ระบบไฟฟ้าเพียงอย่างเดียวก็ครอบคลุมแล้ว นอกจากนี้ แท็กซี่สีดำโฉมใหม่ ยังมาพร้อมกับหลังคากระจก ที่ชาร์จยูเอสบี และอินเทอร์เน็ตไร้สาย
นายกับบีย์ เปิดเผยว่า แม้ว่าการเปลี่ยนเป็นแท็กซี่ไฟฟ้า จะมีค่าใช้จ่าย 55,000 ปอนด์ หรือ 2,400,000บาท แต่ก็ช่วยประหยัดค่าน้ำมันเชื้อเพลิงได้เฉลี่ยสัปดาห์ละ 100 ปอนด์ หรือ 4,000 บาท
ทั้งนี้ คาดว่าภายในปี 2021 จะมีรถแท็กซี่วิ่งบนถนนในกรุงลอนดอนมากกว่า 9,000 คัน หรือครึ่งหนึ่งของจำนวนแท็กซี่สีดำทั้งหมดที่วิ่งอยู่ในปัจจุบัน โดยสำนักงานขนส่งกรุงลอนดอน บอกว่าแท็กซี่ไฟฟ้าเป็นส่วนสำคัญต่อเป้าหมายที่จะทำให้กรุงลอนดอนเป็นเมืองปลอดมลพิษ ภายในปี 2050