เมื่อวันที่ (29 มี.ค.61) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ประเทศไทยถูกจัดให้เป็นเมืองที่มีศักยภาพด้านนวัตกรรมการผลิตยาติดอันดับ 2 ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ “อุตสาหกรรมส่วนผสมยา” จึงถูกวางแผนในระยะยาวหวังยกระดับคุณภาพยาให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อขยายความเชื่อมั่น หวังเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ ขยายฐานสู่ระดับโลก ทำให้งาน “CPhl South East Asia 2018” (ซีพีเอซไอ เซาท์ อีส เอเชีย ) ที่ประเทศอินโดนีเซีย ที่จัดขึ้นปีนี้มีความสำคัญอย่างมากในการเตรียมความพร้อมรับมือ โดยงานนี้จัดขึ้นที่กรุงจาการ์ต้า ประเทศอินโดนีเซีย ภายในงานมีการจัดแสดงส่วนผสมยารูปแบบใหม่ที่เป็นสารตั้งต้นทำให้ตัวยามีประสิทธิภาพมากขึ้น และ นำเทคโนโลยีด้านการผลิตบรรจุภัณฑ์ ห้องแล็ปต่างๆมาจัดแสดงมาให้ผู้เข้าชมได้ศึกษาดูงานและเปิดโอกาสให้นักลงทุนด้านอุตสาหกรรมยามาปรึกษาด้านการทำธุรกิจคู่ค้า ซึ่งจะมีผลดีกับประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หนึ่งในนั้นคือประเทศไทย
นางสาวรุ้งเพชร ชิตานุวัตร์ ผู้อำนวยการกลุ่มโครงการ ภูมิภาคอาเซียน บริษัท ยูบีเอ็ม เอเชีย ประเทศไทย จำกัด เปิดเผยว่า งานปีนี้ที่จัดขึ้นในประเทศอินโดนีเซีย มีนัยยะสำคัญแฝงอยู่ในระยะยาว เพราะอินโดนีเซียมีเม็ดเงินหมุนเวียนในตลาดยาติดอันดับ 1 ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่จะเน้นไปที่การบริโภคภายในประเทศไม่ค่อยมีเม็ดเงินรายได้จากการส่งออก
ทำให้ไทยกับอินโดนีเซียต้องจับมือเป็นพันธมิตรกันในการกระตุ้นเศรษฐกิจระดับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้านอุตสาหกรรมยาและเภสัชภัณฑ์ เพื่อเป็นศูนย์กลางสุขภาพระดับนานาชาติต่อไป หากทำได้ก็จะกระตุ้นเศรษฐกิจ เพราะคาดการณ์ว่าจะมีบริษัทคู่ค้าอยากร่วมลงทุนหรือสั่งซื้อส่วนผสมยาที่ถูกพัฒนาขึ้นมาจนเป็นที่ยอมรับเพิ่มมากขึ้น
สำหรับงาน CPhl South East Asia 2018 ที่กรุงจาการ์ต้า อินโดนีเซีย จัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 27 มีนาคม จนถึงวันนี้ (29 มีนาคม) นอกจากจะเปิดโอกาสให้นักลงทุนต่างชาติเข้ามาปรึกษาเพื่อเป็นคู่ค้าแล้ว ยังมีตัวแทนจากเภสัชกรรมสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เข้าร่วมด้วย พร้อมประกาศว่าปีหน้า ในระหว่างวันที่ 6-9 มีนาคม 2562 ไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดงาน CPhl South East Asia 2019 ที่กรุงเทพมหานคร เพื่อขยายฐานการตลาดในอุตสาหกรรมยาให้เป็นที่ยอมรับ ซึ่งปัจจุบันมีเม็ดเงินหมุนเวียนในตลาดยามากกว่า 1.6 แสนล้านบาทต่อปี