ข้อเสนอดังกล่าวของกระทรวงต่างประเทศสหรัฐ ระบุว่า ผู้ที่ทำเรื่องขอวีซ่าถาวรและชั่วคราว จำเป็นต้องให้ข้อมูลระบุตัวตนที่ใช้ตามแพลตฟอร์ม โซเชียลมีเดีย ต่างๆเช่น เฟซบุ๊ก และทวิตเตอร์ในช่วง 5 ปีก่อนการยื่นขอวีซา
นอกจากนี้ กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ยังจะเสนอให้ผู้ขอวีซ่าต้องแสดงอีเมลแอดเดรสและหมายเลขโทรศัพท์ย้อนหลังไป 5 ปีเช่นกัน รวมทั้งยังต้องถูกซักประวัติว่าเคยถูกเนรเทศออกจากประเทศใดหรือไม่ หรือมีญาติพี่น้องที่เคยเกี่ยวข้องกับการก่อการร้ายหรือไม่
โดยที่ผ่านมา ประวัติทางโซเชียลมีเดีย อีเมล และหมายเลขโทรศัพท์ เป็นข้อกำหนดสำหรับผู้ขอวีซ่าบางราย ที่จำเป็นต้องถูกตรวจสอบอย่างละเอียด ซึ่งมีจำนวนประมาณ 65,000 คน ต่อปี แต่การปรับเปลี่ยนกฏระเบียบในการขอวีซ่าเข้าสหรัฐครั้งนี้ จะส่งผลกระทบต่อผู้ที่ทำเรื่องขอวีซ่าถาวรและชั่วคราวเกือบทุกคน โดยกระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯคาดการณ์ว่าจะมีผู้ขอวีซ่าถาวรได้รับผลกระทบราว 710,000 คน และผู้ขอวีซ่าชั่วคราวอีกราว 14 ล้านคน
สำหรับผู้ที่อาจได้รับการยกเว้นจากข้อกำหนดใหม่นี้ ได้แก่ผู้ขอวีซ่าสำหรับเจ้าหน้าที่ทางการทูตและวีซ่าราชการบางประเภท รวมทั้งพลเมืองจากประเทศที่ไม่ต้องขอวีซ่า เช่น แคนาดา อังกฤษ และ เยอรมนี โดย ขณะนี้ กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ กำลังเปิดรับความคิดเห็นจากประชาชน แต่ข้อเสนอนี้ จำเป็นต้องได้รับการอนุมัติจากสำนักงานการบริหารและงบประมาณ ประจำทำเนียบขาวก่อน